50% ★ งานที่23 : จัดไป

posted on 29 Nov 2009 19:04 by re-verse1108 in fifty-percent

50% ★
งานที่23 : จัดไป

 

 

 

“ปล่อยมือได้ป่ะล่ะ”


“ไม่”


แหนะ...


“ไม่ปล่อยจะฟ้องจงฮยอน”


“ไม่กลัว”


แหนะ...


“จะฟ้องอนยู...”


“เอาสิ รายนั้นยิ่งสนับสนุนเลยนี่”


แหนะะะะ....


ผมมองไอ้คนข้างๆด้วยสายตาที่อยากจะเตะมันเข้าประตูฟุตบอลเต็มแก่ แต่ก็ได้แค่คิดเท่านั้น เพราะตอนนี้ชเว มินโฮกำลังจับมือผมกึ่งลากกึ่งจูงไปที่มอเตอร์ไซค์น้องโน่คันสวยที่จอดตากน้ำค้างอยู่บริเวณหน้าหอพัก


หลังจากเหตุการณ์แซนวิชแฮมชีสในวันนั้น(ชื่อเหตุการณ์โคตรจะน่ากินเลยคุณว่าป่ะ?) อะแฮ่ม...วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่มินโฮลากผมขึ้นน้องโน่เพื่อไปส่งที่ตึกอาคารเรียน ข้าวของต่างๆก็เริ่มทยอยกลับมาแล้ว พอผมถามว่ามันไปอยู่ไหนมา มันก็บอกว่าไปนอนห้องของอนยู...โธ่ถังกะละมังรั่ว กูก็นึกว่าไปไหนนะสาด...


“เอ้า...เหม่อซะจะไปขึ้นรถใครเค้าแล้ว หืม?”


“เอ่อะ...” ผมผงะเมื่อได้ยินเสียงเรียกของมินโฮที่ดูจะกลั้นขำอยู่ไม่น้อย ตรงหน้าผมคือรถคันสีขาวสวยที่จอดรอใครสักคนอยู่ ผมหันรีหันขวางก่อนจะเดินถอยหลังกลับมาตั้งหลักตรงที่ที่มินโฮยืนอยู่ สักพักผู้ชายคนนึงก็เดินมาจากทางด้านหลังของผมตรงไปเปิดประตูขึ้นรถคันนั้นไปด้วยอาการรีบร้อน ส่วนผมได้แต่ยืนเซ่อ และมินโฮได้แต่กลั้นขำ


“เรามันก็แค่ฟีโน่นี่เนอะ” มินโฮแหย่ใส่อย่างอารมณ์ดี “มันไม่เทียบเท่ากับวอลโว่คันนั้นหรอก~”


“สาด...เก้าโมงยี่สิบแล้ว!” ผมฟาดไหล่ดังป๊าบลากให้ไอ้บ้าที่ยืนกลั้นขำขึ้นสตาร์ทน้องโน่สักที “แม่ง ไอ้โย่งแม่ง...”


มินโฮยักคิ้วก่อนจะโน้มใบหน้ากระซิบข้างๆหู “คิดถึงคำนี้จัง”


“สาดดดดด!! ไม่ต้องมากระซิบใกล้ๆหูกูเลยนะ!”


“ฮึฮึ”


“โอ้ย....สวีทแต่เช้า เฮ้ย ทำไมวันนี้ผัดผักมันหวานติดลิ้นจังเลยวะ?” หนึ่งในสมาชิกบานชื่นที่ไม่ได้ออกโรงมาซะนานตะโกนขึ้นเพื่อสะกิดให้คนสองคนที่เป็นเป้าหมายรู้ตัว


“นี่ก็แซวแต่เช้า...ไม่มีไรทำรึไงวะ” ผมตะโกนกลับ


“นี่แหละกำลังทำอะไรที่ว่าอยู่นี่ไงล่ะ”


“ช่ายยยยยย” แหนะ...คราวนี้แม่งโผล่มารอบสารทิศเลย งานของกูคืองานพวกมึงใช่มั้ยเนี๊ยะ ผมจัดการนั่งลงบนเบาะที่นั่งซ้อนท้ายไอ้ตัวปัญหาขนาด180ซม.แล้วเตะขาเป็นการเร่งให้รีบๆสตาร์ทรถจะได้รีบๆออกไปให้ห่างๆไอ้พวกนี้สักที


ผมถอนหายใจแล้วจัดการหยิบแซนวิชแฮมชีสที่มินโฮยื่นให้มากินให้หมดภายในเวลาที่มีอย่างจำกัด วันนี้ผมตื่นสายทั้งๆที่มินโฮพยายามปลุกตั้งแต่เช้า ดูท่าทางว่าจะรู้ว่าผมจะสาย...เลยจัดการเตรียมทุกอย่างให้เสร็จสรรพ ดูไปดูมา...มันเหมือนว่าอยู่หอจะสบายกว่าอยู่บ้านอย่างไรอย่างนั้น


“นี่ โย่ง”


“หืม” มินโฮตอบกลับขณะเบนแฮนด์ไปทางซ้ายเพื่อเลี้ยวเข้าบริเวณด้านหลังของอาคารเรียนรวม มินโฮเลือกมาส่งผมตรงนี้เพราะห้องที่ผมเรียนอยู่ฝั่งด้านนี้ครับ มันคงกะไม่ให้ผมลำบากตลอดชีวิตเลยใช่มั้ยเนี๊ยะ...


“วันนี้ตอนบ่ายงดเซคนะ”


“อืม...จำได้ ตอนเที่ยงมารับละกัน”


“อื้อ” ผมพยักหน้าแล้วยื่นมือไปรับหนังสือเรียนในมือของมินโฮ


แต่...


“ปล่อยมือดิ...” อีกแล้วนะมึงง่ะ...แหนะ ยิ้มหวานให้กูอีก “เฮ้ย...เดี๋ยวเข้าเรียนสาย”


“ปกติไม่เห็นห่วงจะเข้าเรียนสาย”


“ก็ตอนนี้ห่วง”


“บ่ายนี้ไปนั่งเป็นเพื่อนหน่อยสิ” มินโฮเปลี่ยนประเด็นมาพูดถึงเรื่องบ่ายวันนี้ที่มีสอนพิเศษเลขให้แทมิน บางทีผมก็ไม่เข้าใจนักหรอกว่าทำไมผู้ชายตัวโตๆแบบมันหันมาทำสายตาปริบๆกะพริบอ้อนมันถึงได้น่ารักปนน่าหมั่นไส้ชอบกล...


“เออ...”


“จริงๆนะ”


“เอออออ...”


“น่ารักจัง โอเค...ไปเข้าเรียนได้แล้ว เดี๋ยวสายนะ”


“สาดดดดดดดดด!”


ว่าแล้วไอ้บ้าที่ส่งรอยยิ้มเจ้าชู้ให้ผมก็ขับน้องโน่ของมันแล่นกลับไปในทางที่มันควรจะไปตั้งแต่แรก ผมกวาดสายตามองรอบข้าง โชคยังดีที่ไม่ค่อยมีคน แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามเหอะ...พอเงยหน้าขึ้นไปมองชั้นสองกับชั้นสามของตัวอาคาร...


“ฮิ้วววววววววววววววววววววววว”


บรรลัยเกิดนะครับบานชื่น...


ผมเดินปั้นหน้าบึ้งเข้าไปในห้องเรียน แล้วนั่งลงข้างๆคิม จงฮยอนที่กำลังฟุบหลับอยู่บนโต๊ะเหมือนทุกๆวันที่ผ่านมา


“กูเห็นนะว่าใครมาส่ง”


แหนะ...ฟุบหน้าหลับลงไปแล้วก็หลับให้มันจริงๆดิวะ คจฮ.!


“อะไรของมึง...ก่อนหน้านี้มันก็มาส่งกูทุกวันไม่เห็นมึงจะพูดถึง”


“เปล๊า...กูแค่พูดเฉยๆ มันคือประโยคบอกเล่า” จงฮยอนเงยหน้าขึ้นมาโชว์ยิ้มแฉ่ง “มึงนี่ร้อนตัวไปได้”


“เพื่อนเลว” ผมบ่นเสียงเบา แล้วใช้หนังสือตบหัวมันอย่างเบาๆ...ดังปั๊ก!! ;D


“สาดดด กูเจ็บ” จงฮยอนคลำหัวตัวเองป้อยๆ “แต่กลับมาคืนดีกันก็ดีล่ะ กูไม่อยากทนมองคนซึมเศร้า มึงรู้ป่ะ มินโฮแม่งเหมือนคนขาดยาอ่ะ มานอนห้องพวกกูนี่ไม่พูดไม่จา แต่พอกูบอกมึงเป็นโรคกระเพาะที...”


มันหยุดคำพูดแล้วทำหน้าเจ้าเล่ห์ให้ผมอยากรู้...แต่ผมว่าผมรู้แล้วนะว่ามันจะพูดอะไรต่อ


“เช้าวันต่อมาแม่งตื่นแต่เช้าไปไหนก็ไม่รู้ ปกติกูก็ว่ามันตื่นเช้าแล้วนะ วันนั้นแม่งเช๊าเช้า...”


“มึงเว่อร์...ขนาดนั้นเลยเหรอวะ” ผมแกล้งทำหน้าไม่รู้เรื่อง ผมจะต้องได้รางวัลออสการ์ปีนี้แหงๆ...


“เออ” มันอมยิ้ม “มึงก็ใช่ย่อยเหอะ”


“อะไรของมึง...”


“หนึ่ง...ต่อให้ฟ้าดินสลายมึงก็จะหาข้าวมายัดให้ท้องมึงอิ่ม...ไม่ปล่อยให้โรคกระเพาะมันกำเริบโดยเด็ดขาด” จงฮยอนเริ่มต้นสาธยายเกี่ยวกับตัวผมช่วงหลายวันก่อน ส่วนผมน่ะเหรอครับ...เอาแต่ก้มหน้าปฏิเสธมันเสียงแข็งทำเหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่มันพูด ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าที่มันพูดมาน่ะ...กูเองแหละ


“สอง...มึงจะไม่เหม่อบ่อยๆ สาม...ปกติมึงไม่ใช่คนขี้แยอะไรนักหนา...สี่ มึง...”


“สัด! พอแล้ว! อาจารย์มาแล้ว!” ผมรีบปิดปากมันแล้วชี้ไปทางอาจารย์ที่กำลังเดินเข้าห้องพอดี หันขวับไปส่งสายตาอาฆาตใส่ไอ้เพื่อนตัวดีที่ทำหน้าเหมือนไม่รู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อย


“มีอะไรที่กูไม่รู้ใช่ม้ะคิม คีย์บอม”


“ถ้ามีเดี๋ยวกูบอกมึงเองแหละ สาดดด”


“กูจะรอนะ ฮึฮึ”


ผมฟาดไหล่มันไปทีนึง ก่อนจะหันกลับมาตั้งใจเรียน ทิ้งให้แม่งหัวเราะเป็นคนบ้าไปคนเดียว จริงๆมันก็มีเรื่องเกิดขึ้นหลังจากกรณีแซนวิชแฮมชีสล่ะวะ แต่ขอเก็บไว้ก่อนละกันนะมึง...กูเขิน


บทเรียนหน้าแล้วหน้าเล่าผ่านไปช้าพอๆกับเข็มนาฬิกาที่เงยหน้าไปมองทีไรก็อยู่ที่เดิมทุกที ผมว่าผมหลับไปแล้วสามตื่นนะ...แต่พอมองบนกระดานทีไรก็ยังอยู่ที่หน้าเดิมทุกที ไม่เข้าใจจริงๆ จนท้ายที่สุดผมต้องหยิบลูกอมรสส้มที่มินโฮจับยัดใส่ในกระเป๋าเสื้อขึ้นมากิน


ไม่นานนัก เข็มนาฬิกาก็ชี้บอกเวลาเที่ยงครึ่งเป็นเวลาเลิกเรียนพอดิบพอดี ผมหันไปมองทางจงฮยอนที่เหมือนมีนาฬิกาปลุกส่วนตัว มันลุกเด้งขึ้นมาตอนเวลาเลิกเรียนพอดีเป๊ะ...คือมันเข้าเรียนเพราะอาจารย์เช็คชื่อเท่านั้นล่ะครับ นอกนั้นก็ต้องวานให้อนยูเคี่ยวเข็ญกันเอาเอง...


“กูไปก่อนนะ...”


“เออๆ บอกมินโฮด้วยว่าดูแลเพื่อนกูดีๆนะ”


“สาด...รู้อีกนะว่ากูจะไปหามัน” ผมยกหนังสือตบมันอีกที “แล้วมึงก็บอกเองสิประโยคนั้นน่ะ ฝากบอกด้วยนะว่ามันทำกูนิสัยเสียแล้วเนี๊ยะ”


“ด๊ายยยย...จัดไปเพื่อน!” ว่าแล้วมันก็คว้ามือผมเดินออกไปบริเวณชั้นหนึ่งของอาคารเรียนรวมที่บรรจุผู้คนเอาไว้เยอะแยะมากมาย และหนึ่งในนั้นคือชเว มินโฮที่นั่งรอผมบนเก้าอี้ประจำของมัน จงฮยอนโบกมือเรียกความสนใจจากไอ้คนที่กำลังอ่านทวนสิ่งที่จะสอนแทมินในวันนี้


“ไง...เดือนเศรษฐศาสตร์”


“เฮ้ย มึง จงฮยอน...อย่าพูดนะเว้ย”


“จะมาบอกว่าดูแลเพื่อนกูดีๆด้วยนะเว้ย แม่งขาดความอบอุ่นเกินไปละเพื่อนกูเนี๊ยะ...” จงฮยอนพูดด้วยความเร็วขณะวาดแขนโอบไหล่ของเพื่อนตัวดีไม่ให้วิ่งหนีไปไหน ส่วนมืออีกข้างก็จัดการปิดปากเสียงแจ้วๆไม่ให้ส่งเสียงรบกวนชาวบ้าน “แล้วมันก็ฝากบอกมึงว่า มึงอ่ะทำมันนิสัยเสีย...ตามใจมันมากเกินไปมันเลยกลายเป็นคนเอาแต่ใจ”


“สัดจงฮยอน! ประโยคหลังมึงเติมเอง!”


“กูแค่หวังดีขยายประโยคให้! ไปล่ะ!” ว่าแล้วก็วิ่งหนีเข้าสู่ฝูงชนไปรับเด็กนิติที่ออกจากห้องไม่ใกล้ไม่ไกลกัน ผมอยากจะตะโกนด่ามันให้หนักกว่านี้ แต่ติดอยู่ตรงที่ว่าจะกลายเป็นจุดรวมของทุกสายตาในอาคารเรียนน่ะสิ ผมเลยได้แค่บ่นอุบในใจ...แต่พอหันกลับมาน่ะเหรอ ก็เจอตัวปัญหาอีกตัวกำลังยิ้มหน้าระรื่นอยู่นี่ไง


“ยิ้มไร”


“เปล๊า...” เสียงสูงเชียวนะมึง “ไปกินข้าวกัน”


“แวะซื้อน้ำปั่นร้านกินอิ่มได้ป่ะวะ” มันคือร้านตรงข้ามอาคารเรียนรวมนี่ล่ะครับ เป็นร้านเล็กๆมีที่นั่งให้เสพบรรยากาศชิลๆ มินโฮพยักหน้าก่อนจะแย่งหนังสือในมือของผมไปถือแทน นี่ไงครับ มันกำลังทำให้ผมนิสัยเสีย


“ปะ...อยากดื่มน้ำมะนาวปั่นพอดี”


“เออๆด้วยคน แต่อยากน้ำแอปเปิ้ลด้วยว่ะ...เอางี้ เดี๋ยวแย่งแกกิน เคป้ะ”


มินโฮหัวเราะขำ ซึ่งผมไม่เข้าใจว่าขำตรงไหน “เอาสิ”


เราสองคนเดินข้ามถนนตรงไปยังร้านที่ชื่อว่ากินอิ่ม และในขณะที่มินโฮเดินไปสั่งรายการเครื่องดื่ม ผมก็หยิบเอาเกมบล็อคทาวเวอร์ของที่ร้านมาวางไว้บนโต๊ะหินอ่อนทันที ไอ้เกมนี้ผมเรียกว่าบล็อคทาวเวอร์ แต่คิม จงฮยอนมันเรียกว่าuno stackoครับ ไม่รู้จะเรียกให้ยากไปทำไม เลยสรุปกันเอาเองว่าเกมตัวต่อไม้ คือหยิบไม้จากชั้นล่างๆไปต่อชั้นบนเพื่อเพิ่มความสูง โดยที่ไม่ให้มันล้มน่ะครับ


“เล่นมั้ย?” ผมถามคนที่เพิ่งเดินมานั่งลงข้างๆ


“ไม่อ่ะ”


“อืม...” แล้วผมก็ตั้งใจเล่นต่อไป การเล่นที่ร้านกินอิ่มนี่มันยากมากเลยนะครับ...อนึ่งเพราะว่าโต๊ะหินอ่อนมันวางอยู่บนพื้นที่ค่อนข้างเทลาดลงคูน้ำด้วยน่ะสิ แต่เหนือเหตุผลอื่นใดก็คือชเว มินโฮครับ มันทำให้เกมนี่ยากเท่าตัวสำหรับผม...


“นั่งจ้องแบบนี้ไม่มีสมาธิเว้ย” ผมดันศอก