50% ★ งานที่21 : คนเห็นแก่ตัว

posted on 06 Nov 2009 01:18 by re-verse1108

50% ★
งานที่21 : คนเห็นแก่ตัว

 


 

ผมไม่ใช่คนช่างอดทนเท่าไหร่นัก...แต่ก็อดทนมาตลอด


“ไง น้องกูชิงตัดหน้าไปก่อนแล้วไง”


หลังจากแยกตัวออกมาจากจงฮยอน คีย์ และแทมิน อนยูก็เริ่มบทสนทนาด้วยการบอกกับผมคล้ายซ้ำเติมด้วยท่าทางที่ราวกับคาดเดาทุกสิ่งเอาไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมทำตอบกลับได้คือความเงียบเท่านั้น เพียงแค่ครั้งแรกที่แทมินเจอกับคีย์ แทมินก็ประกาศบอกตีตราเอาไว้ให้ทุกคนได้รับรู้ แตกต่างจากผม, คนที่แอบรักมาโดยตลอด...


“ดูแลคีย์ด้วยนะเว้ย...แทมินน่ะ มือไว” อนยูเตือน ผมพยักหน้ารับ ทำให้เป็นเหตุให้ผมไปนั่งเป็นเพื่อนคีย์ในทุกๆเสาร์ที่คีย์สอนพิเศษภาษาอังกฤษให้น้องชายของอนยู


“อุตส่าห์บอกแล้วว่าให้รีบๆ ก็ไม่เชื่อ ศัตรูหมายเลขหนึ่งโผล่มาเลยเป็นไง”


ผมไม่กล้าบอกคีย์ เพราะรู้ว่าคีย์ไม่ได้ชอบผู้ชาย เจ้าตัวก็ออกจะประกาศอย่างโจ่งแจ้งตั้งแต่เมื่อสมัยม.ปลาย ซ้ำยังจีบผู้หญิงโรงเรียนหญิงล้วนใกล้ๆกันอีก...


ไม่ใช่ว่าไม่มีความกล้าพอที่จะบอกความในใจ แต่ไม่มีความกล้าพอที่จะยอมรับหากคีย์รู้ว่าผู้ชายคนนี้เป็นใครอีกคนหนึ่งที่มีความรู้สึกดีๆกับคีย์เกินเพื่อนกัน ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา, ใช่ว่าจะไม่มีใครมาจีบคีย์เสียสักหน่อย แต่คนพวกนั้นก็โดนตัดความเป็นเพื่อนไปอย่างไร้เยื่อใย


แล้วยังไง? จะให้ผมทนบากหน้าไปบอกคีย์เพื่อรับสภาพในภายหลังว่าโดนตัดความสัมพันธ์ทุกอย่างน่ะเหรอ? สำหรับคนอื่น...อาจขอแค่ให้ได้บอก แต่สำหรับผม, การเป็นอยู่อย่างนั้นมันทรมานเกินไป เพราะอย่างนั้นผมถึงได้อดทนมาตลอด...


แต่แทมินก็ตัดหน้า...แย่งชิงทุกอย่างไปจากผม


ไม่เว้นแม้แต่เวลาของคีย์...


เป็นที่รู้กันว่าทุกวันเสาร์จะเหมือนช่วงเวลาของแทมินที่จะคอยสรรหาชวนคีย์ไปโน่นมานี่เสมอ แตกต่างจากเขา, ที่อยู่เพียงแค่ภายในรั้วมหาวิทยาลัย จะชักชวนไปไหนมาไหนก็ต้องคอยสรรหาข้ออ้างตลอด และที่สำคัญ...คือชวนในฐานะเพื่อน ไม่ใช่ในฐานะของคนที่กำลังคิดจะจีบใครสักคน


คีย์หยิบยื่นโอกาสให้แทมิน...แต่ผมก็ไม่รู้ว่าโอกาสเหล่านั้นมากสักแค่ไหน


จนผมแทบหมดความหวัง แต่ก็กลับมามีกำลังใจอีกครั้งด้วยฝีมือของคนๆเดียวกัน


วันนั้นผมไม่สบายเพราะฝ่าพายุฝนกลับมาที่หอตอนราวเที่ยงคืนหลังจากที่ช่วยกิจกรรมของคณะจนเสร็จสิ้น กว่าเท้าจะแตะถึงห้องก็พบว่าคีย์นอนหลับซุกตัวอยู่บนเตียงไปนานแล้ว อีกทั้งเช้าวันต่อมายังมีคาบเรียนในช่วงเช้าทำให้คลาดกันกับคีย์อยู่เสมอ...


ยาก็ยังไม่ได้ทาน นอนก็นอนไม่พอ
แต่ท้ายสุดคีย์ก็ช่วยพยุงผมเอาไว้ ประโยคเพียงไม่กี่ประโยคที่แสดงออกว่าเป็นห่วงนั้นทำให้ใจของผมกลับมาชุ่มชื้นอย่างประหลาด ตอนนั้นคิดเอาเองว่าเป็นแค่นี้ ได้ใกล้กันเพียงแค่นี้ ก็ดีใจแล้ว ไม่ต้องถึงขั้นก้าวไปเป็นคนรักกันอะไรมากมายนักหรอก แค่ที่เป็นอยู่มันก็ดีมากพอแล้ว


ผมคิดตามประสาคนแอบรักอยู่อย่างนั้นได้ไม่นาน...สุดท้ายก็ต้านทานความคิดเดิมๆของตัวเองไม่ได้


ยอมรับว่าถ้าคีย์ไม่คิดหยุดห้ามผมด้วยวิธีนั้น คงจะต้องมีใครคนใดคนนึงล้มลงไปกองกับพื้นเสียก่อน อย่างที่พูด, ผมไม่ใช่คนช่างอดทน และยิ่งเป็นเรื่องแบบนี้ ผมยิ่งใส่ไม่ยั้ง ยิ่งเจอคนอย่างแทมินที่มีนิสัยเด็กๆ...อยากได้อะไรก็ต้องได้ เอาแต่ใจ พอมาเจอกันแบบนี้ เกิดเรื่องแบบนี้ก็เหมือนไฟเจอกับไฟ...เรื่องชกต่อยจึงกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่น่าจะเกิดขึ้นได้โดยง่าย


คีย์อาจจะผิดหวังกับการกระทำของผม แต่ผมก็ทนไม่ได้ถ้าหากต้องทนเห็นภาพตรงหน้า


ทว่าผมกลับกลายเป็นคนที่ยุ่งไม่เข้าเรื่อง ผมยอมรับว่าน้อยใจอยู่บ้าง...แต่ก็ไม่มากเท่ากับความเจ็บปวดกับคำพูดตอกย้ำในความจริงที่ว่าผมกับคีย์เป็นเพียงเพื่อนกัน สำหรับคีย์...ผมหยุดอยู่ในฐานะรูมเมทที่ดี มันก็แค่นั้น


ผมหัวเราะให้กับความโง่เง่าของตัวเอง


ผมดีใจ ผมมีความสุข ผมเศร้า ผมเป็นห่วง สารพัดจะรู้สึกได้เพราะคนๆเดียว จนปิดบังความรู้สึกของตัวเองไม่ไหวอีกต่อไป คืนนั้นผมบอกกับคีย์แทบจะทั้งหมดที่ผมคิด มันฟังดูเสี่ยง และมีโอกาสอยู่มากถ้าคีย์จะเอ่ยปฏิเสธ แต่ผมก็ยอมเสี่ยง เพราะความอดทนของคนเรามีอยู่อย่างจำกัด...และมันก็มาได้เพียงเท่านี้


ความหวังของผมดูราวกับมีมากมายเมื่อคีย์ยังคงทำตัวเหมือนเดิมกับที่ผ่านมา ยังคงเป็นห่วง ยังคงพูดคุยกับผมเหมือนเดิม หรืออาจจะมากขึ้นด้วยซ้ำไป...


“รักพี่คีย์เพราะอะไร?”


ทั้งที่บรรยากาศอบอวลไปด้วยความตึงเครียดสืบเนื่องจากคราวก่อนที่แลกหมัดกัน แต่แทมินก็ตัดสินใจโยนคำถามใส่ผมขณะเรียนพิเศษวิชาคณิตศาสตร์ ผมเลิกคิ้วรับเล็กน้อย นิ่งเงียบไปอย่างใช้ความคิดว่าอีกฝ่ายจะถามเพื่ออะไร


“ไม่รู้เหมือนกัน...”


คำตอบของผมทำเอาคนฟังขมวดคิ้ว แทมินชักสีหน้าบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัด


“ฟังก่อนสิ” เอ่ยเสียงเรียบ แล้วเงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนา ผมไม่ได้ตั้งใจจะล้อเล่นกับคำถามหรือตั้งใจกวนแทมินแม้แต่น้อย


“แล้วทำไมถึง...?”


“ไม่รู้จริงๆ...” ผมตอบตามความเป็นจริงเมื่อโดนต้อน “...แค่อยากดูแล”


“แค่อยากดูแล? พูดเป็นพระเอกไปได้ มันน่าจะมีเหตุผลอย่างอื่นบ้างสิ เช่นพี่คีย์น่ารัก พี่คีย์นิสัยดี ไม่งั้นก็คำตอบคลาสสิคเพราะพี่คีย์เป็นพี่คีย์อะไรงี้ นี่คิดอะไรไม่ออกเลยรึไง?” พอได้ยิน, คนฟังก็อดคันปากไม่ได้ ทว่ามินโฮกลับหัวเราะเบาๆแทนที่จะโมโหหรือรู้สึกเสียหน้ากับคำพูดของรุ่นน้อง


“คงจะอย่างนั้น” เขายักไหล่ “แต่...การที่เราจะรักใครสักคนมันต้องมีเหตุผลมากมายขนาดนั้นด้วยเหรอ?”


แทมินนิ่งเงียบ


“ถ้ารักแค่เพราะแค่คีย์หน้าตาน่ารัก...มันก็เป็นแค่เรื่องภายนอก”


“หรือถ้ารักเพราะนิสัยดีๆของคีย์...แต่ถ้ายอมรับและพร้อมเข้าใจในด้านไม่ดีไม่ได้ ก็จบกัน...อย่าลืมสิว่าคนเราทุกคนมีทั้งด้านดีและไม่ดีเหมือนกันหมดนั่นล่ะ”


“แล้วพี่ยอมรับได้ทั้งหมดหรือไง?” แทมินถามกลับ คราวนี้ไม่ได้เป็นเพราะอยากเอาชนะ แต่ถามเพราะอยากรู้จริงๆ


“ก็ไม่ทั้งหมด” ผมตอบตามความเป็นจริง แทมินเงยหน้าสบตาผมแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่เข้าใจ นั่นทำให้ผมเอ่ยประโยคต่อมาเพื่อไขความในใจทั้งหมด “เพราะงั้นพี่ถึงอยากดูแลคีย์ยังไงล่ะ...”


“ก็ยังพระเอกอยู่ดี...” แทมินยู่หน้า “แล้วพี่คิดว่าพี่ดีพอที่จะดูแลพี่คีย์ได้เหรอ”


“ดีพอมั้ยไม่รู้ คีย์ต้องตัดสิน” คราวนี้ผมยักคิ้วอย่างเป็นต่อ “แต่ถ้าถามว่าดูแลไหวมั้ย จะตอบว่าก็ดูแลมาเกือบครึ่งแล้ว จะรับมาดูแลอีกครึ่งก็ยังไหว”


“โห แม่ง...เชื่อเค้าเลย”


แทมินไม่ได้ถามอะไรต่อ แต่ผมกลับรู้สึกได้ว่าบางอย่างที่อยู่ในใจของแทมินกำลังเปลี่ยนไป แต่ผมก็ไม่ได้เก็บมาคิดต่อ คิดเอาเพียงว่าน้องคงถามเพราะอยากจะถาม และอีกสาเหตุหนึ่งก็คือตลอดทั้งวันที่เหลือนั้น, คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าของผมคือคีย์ คือคนที่ผมแอบรักมาตลอด และคือคนที่ผมเพิ่งจูบไปเมื่อครู่นี้


ทว่าดีใจไปได้เพียงข้ามคืนเท่านั้น มีความหวังได้เพียงชั่วประเดี๋ยวเดียว พอเช้าวันรุ่งขึ้น ความจริงก็หวนกลับมาอีกครั้ง คำพูดดีๆพูดได้นับร้อยนับพัน แต่เวลาทำจริงกลับทำได้ยากเหลือเกิน


ภาพที่เห็นเมื่อตอนบ่ายของวันนี้ทำให้ความรู้สึกของผมปั่นป่วนไปหมด...
ภาพที่ทำให้ผมค้นพบความจริงที่แท้จริง...ว่าผมเองก็ไม่ได้ต่างจากแทมินแม้แต่น้อย


ผมไม่ได้เป็นคนรักของคีย์ เช่นเดียวกับแทมินที่เป็นเพียงรุ่นน้อง แต่ผมกลับใช้บรรยากาศรอบๆตัวเป็นตัวผลักดันให้คีย์ยอมจูบกับผม และก็ยังเป็นผม...ที่ไม่ได้เป็นมากไปกว่าคนแอบรัก แต่กลับฉวยโอกาสจับมือของคีย์ทุกครั้งที่มีโอกาส ทุกสิ่งยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าผมได้ทำทุกสิ่งยิ่งกว่าที่แทมินเคยคิดจะทำ ออกปากห้าม แต่ตัวเองกลับทำเอง


ผมกลายเป็นคนอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ...


“บ้าฉิบ...”


มินโฮสบถขณะย้อนนึกถึงเหตุการณ์หลายๆอย่างที่ทำให้เขาแทบกลายเป็นคนบ้า ท่ามกลางกลิ่นบุหรี่ที่คละคลุ้งอยู่ทั่วบริเวณใกล้เคียงกับประตูทางเข้าของหอพัก มินโฮยังคงหยิบบุหรี่มวนใหม่ขึ้นมาสูบอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด


เขายืนอย่างนี้มาร่วมสองชั่วโมงกว่าแล้ว มองเห็นตั้งแต่เพื่อนร่วมห้องของตนเดินเข้าไปในตัวตึก ในตอนนั้นเขารีบก้าวเดินหลบไปอยู่บริเวณหลังเสาต้นใหญ่ และจนกระทั่งถึงตอนนี้, มินโฮก็ยังยืนอยู่ที่เดิม เขาเงยหน้าขึ้นมองพระจันทร์เต็มดวงที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้าสีมืด พลุหลากสีสันต่างอวดประกายสีสวยอย่างไม่มีใครยอมใคร และนั่นทำให้มินโฮนึกถึงคนบนห้องที่ชอบดูดอกไม้ไฟนักหนา


ร่างสูงถอนหายใจเบาๆ ทิ้งมวนบุหรี่ลงกับพื้นก่อนจะเหยียบบดซ้ำเพื่อให้ไฟดับไป เขาตัดสินใจก้าวเท้าเข้าไปภายในตัวหอพัก แต่กลับลังเลใจอยู่นานเมื่อเท้าทั้งสองข้างมาหยุดอยู่ตรงหน้าห้องของเขาและคีย์ มือแตะลงบนกลอนประตูค้างอยู่อย่างนั้นอย่างชั่งใจเพียงครู่เดียวก็ต้องสะดุ้งตกใจเมื่อประตูถูกเปิดจากอีกฝั่งของบานประตูไม้


“อ๊ะ...เอ่อ...กลับมาแล้วเหรอวะ” คีย์อึกอักเมื่อพบว่าใครอยู่หน้าห้อง “กำลังจะไปตามพอดี...”


“...อืม”


คีย์เปิดประตูห้องให้กว้างขึ้น แล้วถอยกลับเข้าไปอยู่ภายในห้อง นั่งดูโทรทัศน์บนเตียงนอนเงียบๆ มินโฮเองก็ไม่ได้พูดอะไรนอกเหนือไปกว่าคำตอบรับคำนั้น บรรยากาศชวนอึดอัดในห้องยิ่งทวีคูณเมื่อมินโฮไม่แม้แต่มองหน้าของเพื่อนร่วมห้องเลยแม้แต่น้อย


“มินโฮ เราต้องคุยกัน”