50% ★ งานที่16 : ลืม

posted on 08 Oct 2009 00:11 by re-verse1108 in fifty-percent

50% ★
งานที่16 : ลืม

 

 

“คบกับผมได้มั้ยครับ พี่คีย์?”

มันเป็นประโยคสายฟ้าแลบที่แทมินบอกกับผมเมื่อเย็นหลังเลิกเรียน ใช่ มันกะทันหันมาก, น้องเค้าก็รู้ตัว ไม่ซิ ต้องบอกว่าจงใจที่จะบอกอย่างนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว และดูเหมือนว่าคำพูดทุกอย่างจะถูกตระเตรียมมาอย่างดี ทันทีที่แทมินเห็นผมนิ่ง อึกอัก พูดอะไรไม่ออก แถมหน้ายังร้อนๆชอบกล ประโยคต่อมาของแทมินก็ทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับมีนาฬิกาเรือนโตคอยเคาท์ดาวน์วันเวลาที่ผมจะต้องบอกคำตอบกับแทมิน

“พี่ยังไม่ต้องตอบผมตอนนี้ก็ได้ครับ...”


แทมินยิ้มตาหยี


“พี่พร้อมเมื่อไหร่...ค่อยบอกผมก็ได้ ผมรอได้เสมอฮะ”


กูไม่เชื่อ...จะเป็นคำแรกๆที่ผมพูดตอกหน้า(ผมหมายถึงถ้าผมทำได้...แต่ก็ทำไม่ได้ ไม่กล้าพอจะหักหน้าน้อง)
บางทีผมก็รู้สึกดีๆกับน้องเค้านะ แต่บางทีก็รู้สึกว่าเวลาส่วนตัวมันหดหายไปหมดเลย หรือนี่จะเป็นเพราะพื้นที่ส่วนตัวของผมมันเยอะวะ? อืม...แต่จะว่าไปถ้าพื้นที่ส่วนตัวของผมเยอะ พื้นที่ส่วนตัวของไอ้มินโฮนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง...สงสัยแม่งเยอะไปสามโลก...


ผมนอนก่ายหน้าผากแล้วถอนหายใจเป็นรอบที่ล้านก็ว่าได้(กูเว่อร์เองแหละ รู้ตัว...) ผมนอนอยู่ในห้องมืดๆคน
เดียว ไอ้มินโฮมันยังไม่กลับหรอกครับ ได้ข่าวว่าวันนี้ที่คณะมันมีงานอะไรสักอย่าง เพราะงั้นคงอีกนานเลยล่ะกว่ามันจะเสด็จกลับมา ผมถอนหายใจอีกครั้ง...


ปกติพวกมันก็ว่าไม่ถูกกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ถ้าไอ้มินโฮมันรู้ว่าแทมินมาพูดแบบนี้กับผม...มันไม่ฆ่าแทมินตายเหรอวะ


ผมพลิกตัวไปมา ตลอดสองชั่วโมงที่ผ่านมานี้ผมเอาแต่ขยับยุกยิกโน่นนี่ไม่ยอมอยู่นิ่ง นี่ถ้าไอ้โย่งมาเห็นมันคง
จะหาว่าผมเป็นกลากเป็นเกลื้อนเป็นหิดเป็นเหวอะไรก็ได้ที่ทำให้ผมลุกขึ้นมาต่อปากต่อคำกับมันได้สำเร็จ ผมยู่หน้าเล็กๆก่อนจะผุดลุกขึ้นอย่างอดรนทนไม่ไหว

“เชี่ยจงอยู่ไหน!”


ผมแทบตะโกนใส่โทรศัพท์มือถือเครื่องเล็ก ไอ้จงฮยอนแม่งอยู่ไหนของมันวะ เสียงดังฉิบ


“อยู่หอ!”


“หอเชี่ยไรเสียงดังโคตร! มึงไปดึ๋งดึ๊งที่ผับอยู่ก็บอกกู!”


“หอกูนี่แหละ กูเปิดเพลงอยู่!”


“มึงก็เบาเสียงลงหน่อยได้ป่ะ กูขี้เกียจตะโกน!”


“กูจะฟังเพลง!”


“เชี่ยยยย กูไปหามึงที่ห้องนะ!”


“เออ!”


ผมวางสายโทรศัพท์ก่อนจะสบถด่าไอ้เพื่อนหน้าเป็ดแบบไม่เกรงกลัวว่ามันจะมาตามล้างแค้นเอาทีหลัง เดินลงมาจากหออย่างไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่ แต่ดูเหมือนอะไรๆจะเป็นใจให้ไอ้เสาไฟฟ้าแรงสูงที่ชื่อว่าชเว มินโฮมันเสด็จกลับมายังหอพอดิบพอดี คีย์กลืนน้ำลายเอือกใหญ่แล้วยืนมองมันจอดน้องโน่...เอาไงดีวะ กูจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไม่เห็น หรือว่าเข้าไปบอกดีว่าจะไปห้องไอ้จงฮยอน...แต่ถ้าบอกนี่มันต้องไปส่งแล้วก็อยู่ในห้องจนไม่ได้ปรึกษาไอ้จงฮยอนแหงๆ...

“อ้าว จะไปไหนน่ะ?”


ไม่ต้องรอให้ได้คิดตัดสินใจกันไปมากกว่านี้ มินโฮก็ชิงทักก่อน(อาจเป็นเพราะเห็นคีย์ยืนมองตัวเองนานแล้ว
แต่ไม่ยอมพูดอะไรก็เป็นได้)

“เอ่อ...ไปห้องเพื่อน...เพื่อนน่ะเพื่อน”


“ให้ไปส่งมั้ย?” มินโฮถามกลับอย่างเคยชิน “ห้องใครน่ะ จงฮยอนเหรอ?”


“เปล่า! ไม่ต้อง! เอ่อ...ไม่ใช่ หมายความว่า เดี๋ยวไปเองก็ได้ แบบว่าคงจะกลับดึกน่ะ” คีย์เอ่ยบอกอย่างลนลาน
จนไม่ต้องจ้องจับผิดก็ยังรู้สึกได้ว่ามีอะไรแปลกๆ แต่ถึงกระนั้นเองมินโฮก็ไม่ได้ถามไถ่อะไร นอกจากพยักหน้าแล้วยังอุตส่าห์ยื่นกุญแจน้องโน่ให้อีก


“ทำไม...?”


“ก็บอกว่าจะกลับดึก...ถึงตอนนั้นรถในมหาลัยก็คงหมดแล้ว คงไม่อยากเดินกลับหรอกใช่มั้ย”


“เออ...ก็จริง แต่ไม่กลัวกูขับไปชนโน่นชนนี่จนน้องโน่มันเจ๊งเหรอวะมึง?”


“ก็ขับช้าๆซิ ขับอย่างที่เคยขับเมื่อวันก่อนน่ะ หรือไม่ถ้ามีอะไรก็โทรมาก็ได้”


“อือ...เออ ขอบใจ...ขอบใจว่ะ”
ผมบอกมันตะกุกตะกักที่สุดในชีวิตก่อนจะหยิบกุญแจน้องโน่เดินไปทางที่น้องโน่จอดอยู่ ผมยังรู้สึกได้ว่าไอ้โย่งยังยืนอยู่ตรงนั้น เหมือนมันจับสังเกตอะไรได้สักอย่าง แต่มันไม่ยอมถามผม จนกระทั่งผมสตาร์ทรถแล้วขับไกลออกไปจากตัวหอนั่นล่ะ มินโฮถึงจะเดินกลับเข้าหอไป...


ทำไมกูถึงรู้สึกผิดได้เต็มประตูแบบนี้วะ...


ผมขับออกมาเรื่อยๆ เพราะอาการเหม่อลอยไปบางช่วงเวลาทำให้น้องโน่เกือบเสยโน่นเสยเนี๊ยะไปทั่ว แต่จน
ท้ายที่สุดผมก็ขับออกมาจอดถึงหน้าหอของจงฮยอนได้อย่างปลอดภัย หอของจงฮยอนเป็นหอนอก เป็นหอที่ถือว่าใหม่ที่สุดในบรรดาหอทั้งหลายแล้วล่ะ เพราะงั้นค่าห้องถึงได้แพงขูดรีดกันจนเหงื่อตก แถมค่าน้ำค่าไฟยังใช่ย่อยอีกต่างหาก แต่เพราะเป็นหอใหม่ แถมทุกอย่างยังสะดวกสบายจึงไม่มีใครบ่นอะไร


ผมรอจนไอ้จงฮยอนมันลงมารับผม คือผมเข้าไปไม่ได้เพราะมันมีประตูครับ มันต้องแสกนลายนิ้วมือก่อน
ประตูกระจกถึงจะเปิดออก ตอนแรกๆที่ผมมาผมก็แอบนินทาในใจว่าตึกนี้แม่งหอพักหรือว่าสถาบันวิจัยวะเนี๊ยะ


“มีไร” มันถามเป็นประโยคแรกหลังจากที่ประตูลิฟท์ปิดลง มันกดไปที่ชั้นสี่ ส่วนผมยังนิ่งเหมือนเดิม


“ไม่ตอบกูจะเตะตกหอ”


“เลว...” ผมเล่นบทโศก “มึงไม่รักกูแล้ว~”


“อย่า...กูขนลุกเถอะสัด” มันผลักผมไปอยู่อีกมุมของลิฟท์ ว่าแต่ผมได้บอกรึยังว่าในลิฟท์ที่พวกเราอยู่ในตอน
นี้น่ะไม่ได้มีแค่พวกเรานะ...แต่แม่งมีผู้หญิงด้วยอีกคน คือเธอไม่หันมามองพวกเราเลยครับ คาดว่าจากบทสนทนาเมื่อครู่นี้จะทำให้เธอนิ่งค้างไม่กล้ายุ่งเกี่ยวกับพวกเรา...เอ่อ...ผมขอโทษ


“อนยูอยู่ที่ห้องป่ะวะ”


“อยู่” จงฮยอนตอบเรื่อยๆสบายๆ ขณะไขประตูห้องหมายเลข 414 นี่ผมลืมบอกคุณอีกใช่มั้ยว่าพวกมันย้ายเข้า
มาอยู่ในห้องเดียวกันแล้วครับ ส่วนเมทคนเก่าของพวกมันทั้งสองคนก็ย้ายไปอยู่ด้วยกันสองคนแทน พวกมึงจัดการแทรนสเฟอร์รูมเมทกันเรียบร้อยแบบมิชชั่นคอมพลีทกันเลยนะครับเนี๊ยะ


“เอ่อ...กูจะคุยเรื่องแทมิน” ผมเกริ่นก่อนที่พวกเราจะเข้าไปในห้อง


“ทำไมแทมินขอมึงคบรึไง”


“เออสิวะ”


“...”


“...”


“กูเดาเล่นๆนะ” จงฮยอนย้ำ


“อืม...”


“จริงเหรอมึง”


“กูหลอกมั้ง” ผมเบิ๊ดหัวมันไปหนึ่งที “กูจะโกหกเรื่องนี้ทำเหวอะไร”


“...”


“เชี่ยเอ้ย...ให้มินโฮมาขอกูคบกูยังทำใจได้มากกว่าเลยมั้งเนี๊ยะ สัดดด”


“มึงพูดจริงเหรอวะ”


“...หมายความว่าไงวะ”


“อ้อ เปล่า...” จงฮยอนนึกในใจ...กูว่าแล้วว่ามันพูดไปงั้นแหละ เจ้าของห้องเปิดประตูก่อนจะปิดประตูเมื่อเข้ามาทั้งสองคนแล้ว อนยูที่นอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียงพลิกตัวมาทางประตูแล้วยิ้มรับเมื่อเห็นว่าใครมา


“เป็นไงมั่งคีย์”


“เอ่อ...ก็...ก็...เรื่อยๆ” ผมตอบไปอย่างไม่ค่อยเต็มเสียงเท่าไหร่นัก


“แทมินบอกรึยัง...” ปากยิ้มแต่น้ำเสียงนิ่ง “บอกไปแล้วใช่มั้ย”


“อืม...”


“โธ่เว้ย บอกแล้วว่าอย่าเพิ่งๆก็บอกจนได้” อนยูออกอาการหัวเสียนิดๆเมื่อได้ยินคำตอบคอนเฟิร์มขนาดนี้ คง
เพราะคาดการณ์เอาไว้อยู่แล้วว่าแทมินต้องไม่เชื่อฟังตนแน่ๆ ทางจงฮยอนก็ได้แต่ยิ้มแหยๆให้คีย์ ส่วนคีย์ก็ได้แต่ทำอะไรไม่ถูก


“แล้วว่าไงล่ะ...จะคบไม่คบ?”


“ไม่รู้...คิดอยู่” ผมตอบไปตามตรง “ไม่รู้จริงๆ”


“อืม...”


สรุปแล้วผมก็ต้องขี่น้องโน่กลับไปที่หอโดยที่ไม่มีอะไรคืบหน้าเลยแม้แต่น้อย ขี่ไปหงุดหงิดไปบ้าบอกับตัวเองไป แต่พอขับไปได้สักพักเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น ผมค่อยๆจอดมอเตอร์ไซค์คันเก่งเลียบกับทางเท้าก่อนจะรับสายอย่างที่ไม่ต้องสงสัยว่าใครโทรมา เพราะมันเป็นเสียงริงโทนที่ผมตั้งให้เฉพาะไอ้รูมเมทตัวโย่ง...เพลงเธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอของscrubbครับ


อะไรๆ...คิดไปถึงไหน


คือเห็นว่ามันชอบฟังเพลงนี้ครับ มันฟังทุกวันเลย มือถือมันก็ตั้งปลุกเป็นเพลงนี้ ริงโทนมันก็เพลงนี้ ทุกสิ่ง
ทุกอย่างของมันกลายเป็นเพลงนี้ ใช่ครับ เพลงของมันก็เลยหมุนรอบตัวผมอยู่ทุกวันครับ ได้ยินเพลงนี้ทีไรหน้ามันลอยมาทุกที...ก็เลยเอาเป็นเพลงนี้แหละครับ


“โหล...”


[อยู่ไหนแล้ว]


“ขับถึงSC(อาคารเรียนรวม)แล้ว”


[อืม...ขากลับฝากซื้อมาม่าหน่อย]


“กินอีกแล้ว” ผมบ่น ช่วงนี้มันกินบ่อยมาก.... “คืนนี้มีบอลอ่ะดิมึง”


[อืม]


“กูจะฟ้องแม่มึง...” ยิ้มอย่างเป็นต่อ ได้ยินเสียงกลั้วหัวเราะดังมาตามสาย ผมเลยรู้ว่ามุกนี้คงไม่ได้ผลแล้วแหละ
มินโฮแม่งไม่เห็นกลัวมุกนี้เลย “เอารสไร”


[ต้มยำมะนาว]


“เคเค...ถ