50% ★ งานที่15 : ทุกข์เด็กหอ

posted on 27 Aug 2009 01:14 by re-verse1108

TALK : มาช้าไปหน่อย...แบบว่าติดธุระจริงๆคับ ไม่ว่างเลย ตอนนี้อาจจะแปลกๆนิดๆนะ ฮือๆ...รีบปั่นง่ะ แบบว่ากลับถึงหอสาม-สี่ทุ่มทุกวันเลยอ่ะช่วงนี้ ถ้ายังไงก็มาต่อแล้วนะฮะ T^T เจอกันวันอังคารหน้านะคับ

ปล.แต่ถ้าไม่เมนท์...ไม่มาต่องานที่16แน่ๆ =^=

 

 50% ★ งานที่15
: ทุกข์เด็กหอ

 

ผมเป็นคนคุยโทรศัพท์ไม่ค่อยเก่ง...โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ค่อยสนิทกัน
คุยแต่ละทีก็สั้นๆ ไม่ถึงห้านาทีก็วางแล้ว...
แต่ถ้าคิดจะคุย ก็คุยได้นานเป็นวันๆเลยล่ะ!

คือไอ้ที่เปรยๆมาเนี๊ยะ ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ผมกำลังโทรศัพท์คุยกับแทมินอยู่ครับ ต้องออกมาคุยตรงระเบียงด้วยนะ คุยในห้องเดี๋ยวไปรบกวนไอ้คนที่เพิ่งนอนหลับปุ๋ยไม่รู้เรื่องรู้ราว แม่งงอแงไม่ยอมกินยา บอกว่านอนพักเดี๋ยวก็หาย หายบ้าอะไรของมึง หายไปจากโลกนี้อ่ะดิ สาดด...อุ้ย นอกเรื่องว่ะ =v= เอาเป็นว่าผมไม่รู้ว่าจะเป็นรูมเมทหรือแม่มันดี แม่งต้องจับง้างปากแล้วยัดยาใส่ เห็นตัวโตๆแบบนี้ก็ดื้อยาเอาเรื่องเหมือนกันนะครับ


กลับมาสู่หัวข้อเดิม...ถ้าถามว่าผมเป็นเคสไหนกับแทมินน่ะเหรอครับ ผมว่ามันแล้วแต่อารมณ์ และเมื่อกี้นี้ผมเพิ่งจับยายัดใส่ปากมันได้สำเร็จ(ขู่มันด้วยว่าถ้าไม่กินบาร์ซ่าจะแพ้ตั้งแต่ต้นฤดูกาลเหมือนลิเวอร์พูลฤดูกาลนี้ มันหน้าหงิกใส่ผมเลยอ่ะ) ผมเลยเหนื่อยๆหน่อยเลยไม่ค่อยมีอารมณ์คุยเท่าไหร่


คือแทมินโทรมาขอโทษผมอีกรอบครับ ผมเลยบอกน้องเค้าไปว่าคนที่แทมินควรขอโทษคือมินโฮต่างหาก สิ่งที่ได้รับตอบกลับมาคือความเงียบครับ พวกแกจะไม่ถูกกันไปไหนวะ? มันจะอะไรกันนักกันหนา นี่กูไม่ใช่ผู้กอบกู้โลกเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างเสาไฟฟ้าทั้งสองต้นนะเว้ย!


“งั้นเดี๋ยวพี่ไปกินข้าวก่อนละ...มัวแต่ยัดยาใส่ปากไอ้มินโฮมัน หิวข้าวๆ”


[ฮะ กินให้อร่อยนะฮะ ฝันหวานล่วงหน้าด้วยนะฮะพี่คีย์]


“อืม....”


หมดหนทางหาคำพูด น้ำเสียงหวานหยดย้อยออดอ้อนจนขนลุกซู่นิดๆ คือไอ้การมีคนเป็นห่วงเป็นใยมันก็ดี แต่กูยังไม่ชิน(กับผู้ชาย)ก็เท่านั้นแหละ แล้วรู้อะไรมั้ยฮะ...แทมินจะไม่ยอมวางสายก่อนครับ แทมินจะรอ รอจนผมเป็นคนวางสายเอง โอ้โห...นี่กูควรดีใจที่แทมินมาจีบกู หรือกูควรจะเสียใจแทนผู้หญิงอีกค่อนโลกดีวะ...?


[พี่คีย์ฮะ...]


นั่น...ยังไม่วางสาย แถมยังหาเรื่องคุยต่อ


“หือ?”


[ถ้าผม...]


“อือฮึ? ถ้าแทมิน?” ผมตอบกลับไปขณะนั่งลงบนเก้าอี้ที่วางไว้ตรงบริเวณระเบียง สอดส่ายสายตามองหาร้านอาหารที่ยังคงเปิดอยู่ อืม...เดี๋ยวไปกินผัดผักดีกว่ากู นึกไปพลางลูบท้องตัวเองไปพลางขณะรอให้แทมินพูด


“แทมิน? มีอะไรรึเปล่า?”


[เอ่อ...คือถ้าผม...ถ้าผมจะเรียกพี่คีย์ว่าพี่คิบอมได้มั้ยฮะ...?]

 



...ฮะ? ฮิ? ฮุ? เฮะ? โฮะ?


 

ดูม มะจาเล่ ดูม มะจาเล่ ดูม....เอ้ว เอ้ว เอ้ว

 


!#$%^&..........=_=???

 


“เอ่อ...เรียกชื่อจริงๆน่ะเหรอ...”


[ฮะ...ได้มั้ยฮะ]


“จะว่าได้มันก็ได้..แต่แบบ...”


[ลำบากใจเหรอฮะ]


“...” รู้แล้วจะยังพูดอีก...ไอ้เด็กบ้าเอ้ย...


[ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไรฮะ...แต่ถ้าผมจีบพี่ติด พี่ต้องให้ผมเรียกนะ ฮะๆ]


“ห-หา =_=...” น้ำเสียงใสๆของแทมินกลั้วหัวเราะในท้ายประโยคจนผมอึกอักไปต่อไม่ถูกเป็นรอบที่ล้าน


[ไปกินข้าวเถอะฮะพี่ เดี๋ยวเป็นโรคกระเพาะนะฮะ]


“อืม =_=;”


กริ๊ก ผมกดวางสายรวดเร็วแบบไม่คิดชีวิต


สะบัดหัวไปมาอย่างไม่ค่อยอยากจะยอมรับไอ้ประโยคสุดท้ายสักเท่าไหร่ ผมมองเครื่องมือสื่อสารในมือก่อนจะเดินกลับเข้าห้องไปอย่างงงๆ...กูว่ากูขี้เกียจกินผัดผักละแม่ง กินต้มยำกุ้งดีกว่า T-T


“มินโฮ...ไอ้โย่ง”


ผมเรียกมันเสียงเบาๆ แต่ดูเหมือนว่าไอ้คนป่วยเป็นผักจะหลับลึกกลายเป็นผักต้มเปื่อยไปแล้ว ผมหัวเราะหึหึ แอบสมน้ำหน้ามันอยู่ในใจ แต่ก็อดนึกโล่งใจไม่ได้ว่าดีที่พรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์ ไม่อย่างนั้นมัน,ไอ้มินโฮ,ผู้ไม่เจียมในสังขารของตัวเองต้องพยายามพาตัวเองเข้าห้องเรียนแน่ๆ คิดดังนั้นก็แอบถอนหายใจเล็กๆแล้วเดินออกไปข้างนอกห้องเพราะทนความหิวที่กระเพาะน้อยๆเรียกร้องไม่ไหว


ผมเดินเตะก้อนหินตามทาง...เงยหน้ามองพระจันทร์ด้วยอารมณ์อยากทำมิวสิควิดีโอ มองไปรอบข้าง...คนโน้นมากับเพื่อน คนนี้มากับแฟน ไอ้พวกนั้นมากับรุ่นน้อง ไอ้ก๊งโน้นมันมาหลีหญิง ทุกคนมีซัมวันข้างๆ...


ผมมองข้างๆตัวผมที่ปกติมักจะมีไอ้เสาไฟฟ้าที่มีศักดิ์เป็นเดือนเศรษฐศาสตร์...

 


เฮ้อ...


...วันนี้กูต้องจ่ายเงินค่าข้าวเย็นเองซินะ
(จังไรมาก...)

 


พอกินข้าวเสร็จก็เดินกลับหอ ในระหว่างทาง ทุกคนดูแปลกใจมากครับ...ว่าทำไมไม่เห็นไอ้โย่ง นี่ผมกลายเป็นคู่ปลาท่องโก๋ติดกับมันแล้วรึไงวะ ผมคิดแบบนั้นในตอนแรก แต่ไปๆมาๆ ก็เริ่มสำนึกได้ว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ยักไหล่เล็กน้อยก่อนจะเดินเข้าตึกหอไป


เอ๊ะ ทำไมวันนี้ทางเดินแม่งยังไม่เปิดไฟวะ มันก็มืดแล้วนะ...ผมยังไม่ทันคลายความสงสัยดีก็ถึงประตูห้อง เปิดเข้าไป... ไฟในห้องดับสนิท (แหงล่ะซิ ไอ้โย่งแม่งนอนอยู่นี่หว่า) แอร์ก็ไม่เปิด...ไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าอะไรเปิดเลยแม้แต่วัตต์เดียว หันไปทางเตียง เฮ้ย? มินโฮมันหายไปไหน! นี่มันไม่สบายอยู่นะ! แต่ทว่าทันใดนั้น! เสียงกุกกักๆก็ดังขึ้น! ก่อนจะตามด้วยเงาสีดำใหญ่ที่เดินเข้ามาทางผมอย่างไม่ทันให้ได้ตั้งตัว!


“ขโมยยยย!!!!!”


ผมตะโกน เจ้าของเงาก็สะดุ้งตะปบปากผมให้เงียบเสียงด้วยมือของมัน ผมก็ดิ้นซิครับ! อยู่นิ่งๆให้โง่ดิ่งควายเหรอ!


“...ตะโกนทำไม”


เอ๊ะ เสียงคุ้นๆ


“...อ้าว เชี่ยมินโฮ”


“เดี๋ยวห้องอื่นก็ด่าเอาหรอก”


“เชี่ย...ก็มึงอ่ะแม่ง!” ผมโวยวายอู้อี้พยายามแงะมือมันออกจากปาก “จู่ๆก็โผล่มา ไอ้โย่ง! มึงอ่ะแม่ง!”


“เอ้า..มึงอ่ะแม่งๆ แม่งอยู่นั่นแหละ แม่งอะไรเนี๊ยะ” มันหัวเราะเบาๆ ผมแทบเตะมันไล่ให้กลับไปนอนต่อ


“แล้วนี่ลุกขึ้นมาทำไร ไข้ลดแล้วรึไงวะ แล้วไม่เปิดไฟวะ”


“ไฟดับ เพิ่งดับเมื่อกี้นี้เอง...”


“สัด...จริงป่ะ” ผมสบถอย่างหัวเสีย มันเองก็พยัดเพยิดหน้าตอกย้ำความจริงที่ว่า “กูว่าพวกเราก็จ่ายค่าไฟเต็มเดือนนะ”


“...ฮึๆ”


“หัวเราะบ้าอะไร กูอยากได้ไฟกลับคืนมา ฮืออ” ผมโวยวาย ทำไมคืนวันเสาร์อันแสนสุขของผมต้องมาพังทลายเพราะไฟดับด้วยวะ ด้วยความหัวเสียเลยเดินไปเปิดระเบียงเพราะทนอากาศร้อนๆภายในห้องไม่ไหว ก่อนจะออกจากห้องสี่เหลี่ยมมืดๆก็คว้าพัดบนโต๊ะไปนั่งด้วย...ไปนั่งมองบรรยากาศครับ ทำอะไรไม่ได้ ทีวีก็ดูไม่ได้ หนังสือก็อ่านไม่ได้(จะขยันยังทำไม่ได้เลยคิดดูดิ) ครับ เพราะงั้นผมเลยมานั่งทำใจอยู่ที่ระเบียงนี่แหละครับ


คนที่เพิ่งไข้ลดมองแล้วอมยิ้ม ก่อนจะควานหาบางอย่างในลิ้นชัก แล้วนั่งลงข้างๆรูมเมทขี้ร้อน


“อ่ะ”


มินโฮยื่นไฟฉายให้ คีย์เงยหน้าขึ้นมามองอย่างสงสัย...ให้กูทำไม? ไฟฉายช่วยอะไรได้? และก่อนที่คำตอบจะออกจากริมฝีปากของคนตัวสูง แสงไฟฉายที่สาดส่องไปทั่วสารทิศจากแต่ละห้องของตึกหอพักบริเวณรอบๆ พร้อมกับเสียงตะโกนร้องเพลงอย่างเอาเป็นเอาตายก็ดังขึ้น


“ไฟดับเหงามั้ยยยยยยยยยย” ซัมวันตะโกนมาจากอีกฟากของตึก


“ไม่เหงาาาาาาาาาาาาาา” อีกซัมวันตะโกนตอบกลับไป...ข้างๆห้องกูนี่หว่า?


“ร้อนเปล่าาาาาาาาาาา” อีกล่ะ...ตะโกนมาอีกล่ะ


“ร้อนโคตรรรรรรรรร” ผมตะโกนบ้าง มินโฮหัวเราะเบาๆ “แต่หนาวจายยยยยย”


“ฮิ๊ววววววววววว วว วว”


กูเล่นมุกนี้ไปได้ไงวะเนี๊ยะ ผมสาดไฟฉายไปทั่วแก้เก้อเมื่อได้ยินเสียงกลั้นขำจากไอ้ตัวสูงข้างๆ สักพักไอ้ซัมวันพวกนั้นมันก็เลิกเล่นตะโกนข้ามฟากกันครับ คาดว่ามันคงเหนื่อยแล้ว...หลังจากนั้นผมก็ได้ยินเสียงเกลากีต้าร์และเสียงร้องเพลงคลอไปเรื่อยๆ...บางเพลงรู้จักบ้างไม่รู้จักบ้าง ก็อาศัยฮัมเพลงไปเรื่อยๆให้หายเบื่อขณะรอไฟขึ้น


“จิ้มลิ้ม”


“ไรโย่ง”


“อ่ะ เล่นมั้ย” มันยื่นซองบางๆมาให้ผม ผมเงยหน้าก่อนจะรับมาแล้วตาวาวเมื่อเห็นว่ามันคืออะไร!


“ไฟเย็น *-*!”


“อื้อ เล่นมั้ย”


“เล่นสิวะ!” ผมยิ้มแป้นก่อนจะรีบแกะซองหยิบออกมาให้ทั้งผมทั้งมันถือคนละแท่งเล็กๆ มินโฮจุดไฟแช็คเพียงครู่เดียว ประกายไฟสวยๆจากปลายแท่งของไฟเย็นก็ปรากฏขึ้น เจ้าของของเล่นยื่นแตะแท่งไฟเย็นในมือของตัวเองกับไฟเย็นในมือของคีย์...จนแสงไฟสวยๆปรากฏขึ้นในที่สุด


“ไม่ได้เล่นนานแล้วว่ะ...มึงไปซื้อมาจากไหนอ่ะ”


“เมื่อวาน...เห็นคุณป้ามาเดินขายตอนกินข้าวอยู่เลยซื้อ”


“อ๋อ...เออดีๆ ทีหลังซื้อมาเยอะๆ กูชอบ”


“อื้อ...ชอบก็ดีแล้ว”


ชอบก็ดีแล้ว...ไม่รู้ทำไม ผมรู้สึกดีเล็กๆว่ะ...


ผมนั่งมองไฟเย็นไปเรื่อยๆ ค่อยๆหยิบแท่งใหม่มาต่อไฟไม่ให้มันดับไป จะได้ไม่ต้องคอยจุดไฟแช็ค มินโฮมันซื้อมาตั้งสี่ซอง...แต่ละซองมีสิบแท่ง ก็เท่ากับสี่สิบแ