50% ★ งานที่14 : ไม่สบาย

posted on 18 Aug 2009 19:06 by re-verse1108

50% ★
งานที่14 : ไม่สบาย

 

 

ข้อเสียที่เด่นๆของผมคือ...ด่าคนสนิทได้อย่างหน้าชื่นตาบาน จนดูเหมือนไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่ แต่กลับไร้ซึ่งความสามารถในการปฏิเสธคนอื่นอย่างหน้าชื่นตาบาน

 


ผมนั่งมองรุ่นน้องคนเก่งที่กำลังทำแบบฝึกหัดภาษาอังกฤษไปพลางคิดอะไรไปพลาง เอาเข้าจริงๆตั้งแต่ไปดูหนังด้วยกันกลับมา แทมินก็ขยันหาโน่นหานี่มาคอยเอาใจผมตลอด ชอบชวนไปที่นั่นที่โน่นแบบกะทันหันบ้างแบบล่วงหน้าเป็นอาทิตย์บ้าง ก็ยังดีที่แทมินเรียนเก่ง ไม่งั้นผมคงออกปากไล่ให้กลับบ้านไปอ่านหนังสือได้อย่างเต็มปากเต็มคำแล้วแหละ แต่นี่น้องมันทำได้ทุกข้อ แถมถูกหมดทุกข้อด้วยนี่อ่ะ ไม่รู้ว่าพี่มันแม่งจะให้ขวนขวายเรียนไปไหน...กูว่าน้องมึงเก่งเกินมนุษย์ไปละจินกิ =_=


คราวก่อนโน้นไปดูคอนเสิร์ต


หลังจากนั้นก็ชวนผมไปเลือกเสื้อผ้าเป็นเพื่อนกันหน่อย


เมื่อไม่นานมานี้ก็ชวนไปกินข้าวกลางวันที่ร้านอาหารญี่ปุ่น


หรือเมื่ออาทิตย์ที่แล้วก็ไปดูหนังเรื่องใหม่ที่เพิ่งเข้าโรงสดๆร้อนๆ...


“พี่คีย์ฮะ ทำเสร็จแล้ว”

รุ่นน้องที่โดนผมนินทา เอ้ย พูดถึงในใจยื่นหนังสือภาษาอังกฤษกลับมาพร้อมรอยยิ้ม คือน้องครับ พี่ก็ไม่ได้อยากจะอะไรหรอกนะ...แต่คราวหลังแค่ทำแบบฝึกหัดเสร็จน้องไม่ต้องส่งสายตาระยิบระยับขนาดนั้นมาให้พี่ก็ได้ คือก็อยากจะบอกว่าเขินอยู่เหมือนกัน ไม่เคยโดนใครจีบรุกขนาดนี้มาก่อน ไม่สิ ถ้าพูดให้ถูก ไม่เคยโดนผู้ชายจีบรุกขนาดนี้มาก่อน (กูแม่งก้าวสู่ดินแดน50เปอร์เซ็นต์แล้วจริงๆเหรอวะเนี๊ยะ)


“เดี๋ยวผมไปซื้อน้ำมาให้นะฮะ”


ผมพยักหน้าอือออไปให้แทมิน ก่อนจะเหลือบหันซ้ายขวานิดๆเมื่อไม่เห็นวี่แววของไอ้คนที่ชอบพูดประโยคนี้ในบริเวณนี้เลยแม้แต่นิด คือวันนี้ผมตื่นมาเห็นตอนมันกำลังจะออกจากห้องแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมากเพราะเห็นมันท่าทางรีบร้อน จนกระทั่งมันปิดประตูไป ผมเลยคว้ามือถือมาดูเวลา...ตอนนี้แปดโมงแล้ว แต่มินโฮเพิ่งออกจากห้อง เป็นไปได้หรือไงวะ เมื่อคืนมันก็ไม่ได้นอนช้านี่หว่า ปรากฏการณ์แห่งชาติพอๆกับโลกร้อนเลยนะเนี๊ยะ...ไอ้โย่งตื่นสาย


มันคงติดธุระของมันมั้ง...ช่างแม่งเหอะ

แต่ก็อดเหลือบมองไปทางที่มันมักจะใช้เดินมาโต๊ะตัวนี้ประจำไม่ได้...แม่งไปไหนของมันวะ


“มองหามินโฮเหรอคีย์” ใครสักคนที่เดินผ่านมาอมยิ้มแซว


“ห๊ะ =_=??” ผมเหวอสิงานนี้ พวกมันหัวเราะนิดๆ บอกกูก่อนซิ พวกมึงเป็นใคร? คณะบานชื่นที่ไม่ได้ออกโรงมานานใช่มั้ย!


“โน่น มินโฮมันกำลังเดินมา พอดีวันนี้มันออกจากห้องช้ากว่าคนอื่น อดใจรอมันแป๊บนะจ้ะ จิ้มลิ้มของพี่โย่งงง”


“จงเจริญครับบานชื่นเสดสาด ไปเรียนเลยครับไป =_=” ...แอบด่าในใจอีกนิด เดี๋ยวกูเอากะหล่ำปลีปาหัวเลยนี่


คณะบานชื่นเสดสาดหัวเราะกับท่าทางของคีย์อย่างเอ็นดูมากกว่าจะขบขัน ก็น่ารักน้อยซะเมื่อไหร่ล่ะ ไอ้อาการขี้โวยวายอย่างพยายามจะสุภาพชนทั้งๆที่หน้าแดงไม่รู้ตัวอย่างนั้นน่ะ


ผมหน้าเบ้ทำมือไล่ชิ่วๆพวกนั้นที่ขอตัวไปเอ็นจอยอาฟเตอร์นูนอย่างสุขสันต์เพราะหมดคาบเรียนในวันนี้แล้ว ส่วนผมน่ะเหรอครับ พวกมันสั่งให้ผมนั่งรอไอ้มินโฮอย่างนี้ต่อไป มึงบ้าป่าวๆๆๆๆ กูสอนพิเศษอยู่ ไม่ได้รอมินโฮ ตังค์ก็ไม่ได้ ทำด้วยใจล้วนๆ ช่วยแก้ข่าวให้กูด้วยเหอะ!


รออีกสักพัก น้ำเย็นๆชื่นใจก็วางตั้งลงบนโต๊ะ พวกเราจึงเริ่มบทเรียนบทต่อไปกันต่อ


“อันนี้ให้ใช้ past perfect...มันเป็นกฏน่ะ” ผมอธิบายไปเรื่อยๆเรื่องแกรมม่า แทมินก็พยักหน้ารับไปเรื่อยๆ ก่อนผมจะสะดุ้งโหยงสุดตัวแถมท้ายด้วยสบถเสียงดังลั่นเมื่อจู่ๆมีวัตถุประหลาดชิ้นโตทิ้งน้ำหนักลงมานั่งข้างๆอย่างไม่ให้สุ่มให้เสียง


“เชี่ยแม่งอะไรวะ!”


ผมหันไปมองไอ้วัตถุประหลาดที่ว่า....มันคือไอ้โย่งมินโฮ


“มึงมาธรรมดาๆไม่เป็นรึไงวะโย่ง กูตกใจจะยกทั้งตระกูลสัตว์เลื้อยคลานมาตะโกนชื่ออยู่แล้ว”


“อือ...โทษที” มินโฮตอบกลับมาเสียงแผ่วขณะฟุบหน้าลงบนโต๊ะไม้ตัวใหญ่ ผมได้แต่เงียบเมื่อไม่เห็นว่ามันต่อล้อต่อเถียงกับผมอย่างเคย แต่ก็โดนสายตาของแทมินมองมา(ชนิดที่เรียกว่าถ้าผมทะลุเพราะสายตาของน้องเค้าได้นี่พรุนไปทั้งตัวแล้วล่ะครับ) ผมเลยยอมหันกลับมาอธิบายหลักไวยากรณ์จนจบ แล้วสั่งงานให้น้องเค้าทำไปพลางๆ


“เดี๋ยวแทมินทำข้อสามใหญ่นะ อ้อ ข้อสี่ด้วยๆ”


“ฮะ” น้องตอบห้วนและสั้น บ่งบอกว่าไม่สบอารมณ์สุดฤทธิ์...คีย์ถอนหายใจเบาๆ นี่ขนาดกูยังไม่ได้เป็นอะไรไปนอกเหนือจากรูมเมทและรุ่นพี่ของไอ้สองตัวนี้ กูยังรู้สึกว่ารถไฟชนกันได้ขนาดนี้ นี่ขอถอนหายใจอีกสักสิบห้าสิบรอบได้มั้ยวะเนี๊ยะ...!!!


“มินโฮ...มึงเป็นไร” ผมแตะไหล่เขย่าตัวมันเบาๆ


“ฮื่ออ...?”


“โย่ง มึงเป็นไรวะ วันนี้มึงแม่งแปลกๆตั้งแต่เช้าละ”


“...”

เชี่ยนี่หยิ่งไม่ตอบกลับ เอาแต่ฟุบหน้าหลับอยู่อย่างนั้น


“กูถามดีๆนะมินโฮ มึงเป็นอะไร?”


“...ฮื่อ”


“ฮื่อ นี่มันอะไรวะ ฮื่อ ฮื่อ ฮื่อ กูจะรู้กะมึงมั้ย หา?” ผมเริ่มหงุดหงิดนิดๆ นี่กูถามดีๆตั้งแต่ต้นแล้วนะ แต่พอผมเลื่อนไปแตะที่แขนมันหวังจะเขย่าตัวให้ลุกขึ้นมาคุยกันดีๆ ตาที่ว่าเรียวเล็กก็พลันเบิกกว้างทันที เชี่ยแม่งตัวร้อนจี๋อ่ะ! ผมใช้หลังมือแตะไปที่แก้มมันเบาๆก่อนจะขมวดคิ้วเป็นปมแน่น


“มึงกินยารึยัง”


“ยัง...”


“ทำไมไม่กินวะ!”


“ไม่มีเวลา...” มันตอบกลับมา เสียงที่ว่าแผ่วอยู่แล้ว พอโดนดุเอาแบบนี้ก็เล่นเอาเสียงอ่อยมากกว่าเดิม คีย์ถอนหายใจอีกครั้ง...ก็จริงอยู่ มินโฮมีคลาสเรียนติดต่อกันไม่มีพักแบบนี้ จะเอาเวลาที่ไหนไปหายามากิน ตอนนี้ผมก็ไม่มียาติดตัวซะด้วย คีย์มองนาฬิกาข้อมือก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองแทมินที่เพิ่งทำแบบฝึกหัดเสร็จ อันที่จริงวันนี้ก็สอนแทมินก็เร็วเหมือนกัน ถ้าจะเลิกเรียนก่อนก็คงไม่เป็นไรเท่าไหร่มั้ง...


“เอ่อ...แทมิน วันนี้พี่ขอเลิกสอนเร็วกว่าปกตินะ” คีย์เอ่ยบอกอย่างอ้อมๆแอ้มๆไม่ค่อยเต็มเสียงสักเท่าไหร่


“เอ๋ ทำไมละฮะ?”


“มินโฮมันไม่สบาย...เดี๋ยวพี่ต้องพามันกลับหอ ให้มันกลับเองคนเดียวเดี๋ยวไม่ถึงหอ”


“แต่ว่า...”


“เอ่อ...มีอะไรรึเปล่า?” ผมถามขึ้นเมื่อเห็นใบหน้าของน้องทำเหมือนลำบากใจเล็กๆ แต่ถ้าเทียบกันแล้ว ผมคงลำบากใจใหญ่ๆเลยแหละ T-T


“คือ...ผมซื้อตั๋วละครเวทีที่พี่บอกเมื่อหลายอาทิตย์ก่อนว่าอยากดู...แต่จองบัตรไม่ทัน” แทมินหยิบบัตรกระดาษแข็งที่ว่าขึ้นมาสองใบ ผมจิ๊ปากอย่างเสียดาย ผมอยากดูเรื่องนี้มากๆ ตอนที่รู้ว่าที่นั่งเต็มทุกที่นั่งหมดแล้วก็แทบอยากร้องไห้โฮ แต่จะให้ผมทิ้งไอ้มินโฮที่ตัวร้อนจี๋แบบนี้แล้วไปสนุกสนานเฮฮาน่ะเหรอ...?


“พี่...พี่ว่าพี่คงไปไม่ได้ล่ะ ถึงจะอยากดูก็เถอะ แต่มินโฮมันไม่มีใครดูแลอ่ะ”


“เดี๋ยวผมโทรบอกพี่อนยูกับพี่จงฮยอนให้มาดูแลให้ก็ได้นี่ฮะ...”


อนยูกับจงฮยอน?

พวกแม่งจะมาป่วนห้องจนไอ้มินโฮมันป่วยหนักกว่าเดิมล่ะไม่ว่า


“พวกนั้นไม่มีกุญแจห้อง และคนนอกก็เข้าหอไม่ได้ด้วย...มันเป็นกฏของหอในมหาลัยน่ะ”


แทมินทำหน้าเสียดาย จนดูเหมือนว่าจะละความพยายามนั้นไปแล้ว


“งั้นเดี๋ยวพี่ขอตัวกลับละกัน...ปล่อยมันนอนแบบนี้คงไม่สบายตัวเท่าไหร่” ผมบอกน้องขณะเก็บข้าวของลงกระเป๋า ปลุกไอ้โย่งที่ทำหน้าง่วงปรือตาขึ้นมามอง วันนี้มันว่าง่าย สั่งให้ทำอะไรก็ทำ ไม่ปากดีเหมือนปกติที่เคยเป็น มินโฮลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแต่ด้วยความที่พิษไข้สูงและไม่ได้ทานยา ผมเลยไม่ค่อยไว้ใจเท่าไหร่เลยจับมือประคองมันเอาไว้แล้วถามมันเบาๆ


“มึงเอากุญแจน้องโน่ไว้ไหน?”


มินโฮหยิบมาวางไว้ที่มือของผม


“จอดไว้ที่เดิมใช่มั้ย? เชี่ย มึงอย่าหลับทั้งยืนสิวะ ตื่นๆ”


“ฮื่อ...” มันขานรับมาเบาๆ


“เออๆ ไปๆ เอ้อ...แทมิน เดี๋ยวพี่--” ทว่าพูดยังไม่ทันจบประโยค เจ้าของชื่อแทมินก็ช้อนตาขึ้นมองผมอย่างน้อยอกน้อยใจ


“พี่จะไม่ไปดูกับผมจริงๆเหรอฮะ...”


“เอ่อ...มันเป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆนะแทมิน...คือพี่ก็อยากไปดูอ่ะ...”


“งั้นก็ไปดูสิฮะ...” แทมินบอกเสียงอ้อน ทว่าในใจกลับไม่เป็นเช่นนั้น


“แต่มินโฮไม่สบาย...พี่ทิ้งมันไปไม่ได้จริงๆ”


พอได้ยินประโยคนั้น แทมินก็ต้องเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะยอมพยักหน้าอย่างเข้าอกเข้าใจ


“ก็ได้ฮะ...ไว้คราวหน้าก็ได้”


คีย์นึกโล่งอกโล่งในก่อนจะส่งยิ้มหวานขอบคุณในความเข้าใจที่แทมิน(ยอม)เข้าใจมันสักที ผมประคองไอ้โย่งให้เดินกลับไปที่ที่จอดน้องโน่อยู่...แต่ไปได้ไม่กี่ก้าวเท่าไหร่นัก ผมก็ได้ยินเสียงสบถเบาๆจากแทมิน...มันเป็นประโยคที่ผมไม่คิดว่าจะได้ยินจากปากของรุ่นน้องคนนึงที่ผมนึกเอ็นดูอยู่ไม่น้อย


“แทมิน เมื่อกี้พูดอะไร” ผมหันกลับไปถาม


“ฮะ? ไม่ได้พูดนี่ฮะ”


“อย่าโกหกพี่ พี่ได้ยิน...”


“แต่...”


มันจะเป็นอะไรก็เรื่องของมันเหอะหน่า....ใช่มั้ยแทมิน?” ผมพูดด้วยเสียงนิ่ง ใจเย็นที่สุดเท่าที่รุ่นพี่คนนึงจะพึงใจเย็นกับรุ่นน้องได้ จะด่าไอ้มินโฮ ก็เชิญด่าไปเถอะ ปกติผมก็เห็นพวกมันสองคนเถียงกันประจำอยู่แล้ว หรือจะพูดถึงผม ก็พูดถึงไปเถอะ ผมไม่โกรธหรอก แต่นี่สิน่าโกรธ...


“ทำตัวไม่มีเหตุผลเลยแทมิน...”


“แต่...”


“มินโฮเป็นรูมเมทพี่ พี่ควรจะดูแลมันเวลามันไม่สบาย ไม่งั้นเค้าจะมีรูมเมทไว้ทำซากอะไร? เอาไว้แชร์ค่าห้องค่าน้ำค่าไฟกันเฉยๆอย่างนั้นเหรอ?” คีย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังจนแทมินต้องเงียบเสียงยอมสงบปากสงบคำนั่งฟัง “ก็จริงอยู่ที่ว่ามันเป็นแค่ตัวร้อนเป็นไข้ไม่สบาย...ไม่ถึงตายหรอก แต่คนแข็งแรงขนาดมันไม่สบายก็ต้องเป็นห่วงกันบ้าง ไม่ใช่ว่ามันเป็นบ่อยๆสักหน่อย”


“ที่สำคัญ...พี่คงไม่ใจร้ายปล่อยให้เพื่อนนอนซมในขณะที่ตัวเองออกไปสนุกสนานได้เท่าไหร่หรอกนะ”


ผมมองแทมินนิ่ง ก่อนจะหันไปหาทางไอ้โย่งที่นั่งฟุบหน้าหลับรออยู่ โชคยังดีที่มันหลับ...ถ้ามันได้ยินประโยคเมื่อกี้นี้ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับแทมิน


“ไปเหอะมึง”


หน้าผมคงตึงได้ที่ ผมโมโหจริงๆนะ ถึงจะรู้ว่าน้องยังเด็กก็เหอะ...แต่ก็เด็กกว่าผมไม่กี่ปีนี่นา อย่างน้อยก็ควรจะแยกแยะว่าอะไรเป็นอะไรได้แล้ว...


“พี่คีย์ฮะ ผมขอโทษฮะ!”


เสียงขอโทษดังลอยมาจากข้างหลัง แต่ผมยังไม่หันกลับไปมอง...ต้องทำโทษเด็กเอาแต่ใจสักหน่อย


“ขอโทษครับ ผมแค่อยากให้พี่สนใจผมบ้าง ผมแค่อุตส่าห์หาบัตรสองใบนี้มาให้เพราะพี่บอกว่าอยากดู ก็เลยอยากให้ได้ดูจริงๆ...ผม...” คีย์หันหน้ากลับไปมอง สบตากับคนพูดที่เอ่ยประโยคหลังแผ่วเบา ราวกับต้องการให้รู้เพียงแค่สองคน “พี่ก็รู้ว่าผมรู้สึกยังไงกับพี่...แล้วพี่ก็บอกว่าจะให้โอกาสกับผม...”


“แทมิน...คือ พี่...”


“ฮะ...?”


“พี่ให้โอกาสเท่าที่สมควรจะให้ แต่ไม่ใช่ดึงเวลาทั้งหมดของพี่ไปหมด ต้องดูเหตุและผลด้วยซิ” ผมบอกเสียงอ่อน “เข้าใจมั้ย?”


“ฮะ...ขอโทษนะฮะพี่คีย์...”


“อื้อ พี่ก็ขอโทษด้วยที่ไปด้วยไม่ได้ งั้นเดี๋ยวพี่พาไอ้มินโฮกลับหอละ”


“ผมโทรหาพี่คืนนี้ได้มั้ย...?”


“หา...?”


ผมเงยหน้าขึ้นมองแทมินอย่างไม่เชื่อในหูของตัวเองเมื่อครู่...คำถามของน้องเค้าเหมือนจะอยู่ในประเด็นที่คุยกันเมื่อกี้นะ แต่รู้สึกมันจะไม่เกี่ยวกันยังไงก็ไม่รู้สิ!


“คือ...ผมโทรหาพี่ได้มั้ยฮะ พี่อย่าให้ผมพูดบ่อยซิ ผมก็เขินเหมือนกันนะ”


พี่ก็ไม่ได้บอกให้น้องพูดบ่อยหรอก...แต่พี่แค่ไม่อยากเชื่อรูหูตัวเองเท่านั้นแหละ = =


“เอ่อ...เอ่อ...จะโทรก็โทรมาละกัน ห้ามไปก็ห้ามไม่ได้ ไม่รู้จะห้ามทำไม”


“ฮะ...กลับดีๆนะฮะ”

 

 


=_=;

 

ผมประคองไอ้มินโฮด้วยใบหน้าที่ยากจะบรรยายยิ่ง...
ไอ้เด็กนี่แม่งสมกับเป็นน้องของอี จินกิจริงๆด้วยว่ะคิม จงฮยอน!

 



“อ่ะ มึงนั่งดีๆ...กูจะพยายามขับไม่ให้ไปชนใครนะเว้ย”

ผมบอกขณะพยายามตั้งสติในการขับน้องโน่โดยมีไอ้ชเว มินโฮนั่งเกาะผมอยู่ด้านหลัง มันซบหน้าลงกับไหล่ของผมแล้วเกาะชายเสื้อเอาไว้ เสียงถอนหายใจของคนขับจำเป็นดังขึ้นเมื่อผ่านเขตชุมชนมาได้แล้ว เสียงโห่แซวจากคณะบานชื่น(ที่แม่งมีอยู่รอบๆมหาลัย)ดังขึ้นเป็นระยะๆ คีย์ทำปากยื่นหน้างอ นี่ถ้าไม่ติดว่าไอ้ตัวข้างหลังไม่สบายนี่จับน้องโน่เสยขอบฟุตบาทไปแล้วเรียบร้อย แต่หารู้ไม่ว่าไอ้คนข้างหลังที่ว่าน่ะ...กำลังแอบก้มหน้าก้มตาอมยิ้มอยู่...วันนี้ไม่มีแรง ถ้ามีก็ว่าจะหาเรื่องแซวสักหน่อย แต่จะถือว่าเป็นรางวัลละกัน ยอมไม่แซววันนึงก็ได้...


และแล้วคีย์ก็จัดการพยุงมินโฮจนถึงหน้าห้องได้อย่างรอดปลอดภัยอย่างไรก็ไม่ทราบ


คนตัวเล็กกว