50% ★ งานที่23 : จัดไป

posted on 29 Nov 2009 19:04 by re-verse1108  in fifty-percent

50% ★
งานที่23 : จัดไป

 

 

 

“ปล่อยมือได้ป่ะล่ะ”


“ไม่”


แหนะ...


“ไม่ปล่อยจะฟ้องจงฮยอน”


“ไม่กลัว”


แหนะ...


“จะฟ้องอนยู...”


“เอาสิ รายนั้นยิ่งสนับสนุนเลยนี่”


แหนะะะะ....


ผมมองไอ้คนข้างๆด้วยสายตาที่อยากจะเตะมันเข้าประตูฟุตบอลเต็มแก่ แต่ก็ได้แค่คิดเท่านั้น เพราะตอนนี้ชเว มินโฮกำลังจับมือผมกึ่งลากกึ่งจูงไปที่มอเตอร์ไซค์น้องโน่คันสวยที่จอดตากน้ำค้างอยู่บริเวณหน้าหอพัก


หลังจากเหตุการณ์แซนวิชแฮมชีสในวันนั้น(ชื่อเหตุการณ์โคตรจะน่ากินเลยคุณว่าป่ะ?) อะแฮ่ม...วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่มินโฮลากผมขึ้นน้องโน่เพื่อไปส่งที่ตึกอาคารเรียน ข้าวของต่างๆก็เริ่มทยอยกลับมาแล้ว พอผมถามว่ามันไปอยู่ไหนมา มันก็บอกว่าไปนอนห้องของอนยู...โธ่ถังกะละมังรั่ว กูก็นึกว่าไปไหนนะสาด...


“เอ้า...เหม่อซะจะไปขึ้นรถใครเค้าแล้ว หืม?”


“เอ่อะ...” ผมผงะเมื่อได้ยินเสียงเรียกของมินโฮที่ดูจะกลั้นขำอยู่ไม่น้อย ตรงหน้าผมคือรถคันสีขาวสวยที่จอดรอใครสักคนอยู่ ผมหันรีหันขวางก่อนจะเดินถอยหลังกลับมาตั้งหลักตรงที่ที่มินโฮยืนอยู่ สักพักผู้ชายคนนึงก็เดินมาจากทางด้านหลังของผมตรงไปเปิดประตูขึ้นรถคันนั้นไปด้วยอาการรีบร้อน ส่วนผมได้แต่ยืนเซ่อ และมินโฮได้แต่กลั้นขำ


“เรามันก็แค่ฟีโน่นี่เนอะ” มินโฮแหย่ใส่อย่างอารมณ์ดี “มันไม่เทียบเท่ากับวอลโว่คันนั้นหรอก~”


“สาด...เก้าโมงยี่สิบแล้ว!” ผมฟาดไหล่ดังป๊าบลากให้ไอ้บ้าที่ยืนกลั้นขำขึ้นสตาร์ทน้องโน่สักที “แม่ง ไอ้โย่งแม่ง...”


มินโฮยักคิ้วก่อนจะโน้มใบหน้ากระซิบข้างๆหู “คิดถึงคำนี้จัง”


“สาดดดดด!! ไม่ต้องมากระซิบใกล้ๆหูกูเลยนะ!”


“ฮึฮึ”


“โอ้ย....สวีทแต่เช้า เฮ้ย ทำไมวันนี้ผัดผักมันหวานติดลิ้นจังเลยวะ?” หนึ่งในสมาชิกบานชื่นที่ไม่ได้ออกโรงมาซะนานตะโกนขึ้นเพื่อสะกิดให้คนสองคนที่เป็นเป้าหมายรู้ตัว


“นี่ก็แซวแต่เช้า...ไม่มีไรทำรึไงวะ” ผมตะโกนกลับ


“นี่แหละกำลังทำอะไรที่ว่าอยู่นี่ไงล่ะ”


“ช่ายยยยยย” แหนะ...คราวนี้แม่งโผล่มารอบสารทิศเลย งานของกูคืองานพวกมึงใช่มั้ยเนี๊ยะ ผมจัดการนั่งลงบนเบาะที่นั่งซ้อนท้ายไอ้ตัวปัญหาขนาด180ซม.แล้วเตะขาเป็นการเร่งให้รีบๆสตาร์ทรถจะได้รีบๆออกไปให้ห่างๆไอ้พวกนี้สักที


ผมถอนหายใจแล้วจัดการหยิบแซนวิชแฮมชีสที่มินโฮยื่นให้มากินให้หมดภายในเวลาที่มีอย่างจำกัด วันนี้ผมตื่นสายทั้งๆที่มินโฮพยายามปลุกตั้งแต่เช้า ดูท่าทางว่าจะรู้ว่าผมจะสาย...เลยจัดการเตรียมทุกอย่างให้เสร็จสรรพ ดูไปดูมา...มันเหมือนว่าอยู่หอจะสบายกว่าอยู่บ้านอย่างไรอย่างนั้น


“นี่ โย่ง”


“หืม” มินโฮตอบกลับขณะเบนแฮนด์ไปทางซ้ายเพื่อเลี้ยวเข้าบริเวณด้านหลังของอาคารเรียนรวม มินโฮเลือกมาส่งผมตรงนี้เพราะห้องที่ผมเรียนอยู่ฝั่งด้านนี้ครับ มันคงกะไม่ให้ผมลำบากตลอดชีวิตเลยใช่มั้ยเนี๊ยะ...


“วันนี้ตอนบ่ายงดเซคนะ”


“อืม...จำได้ ตอนเที่ยงมารับละกัน”


“อื้อ” ผมพยักหน้าแล้วยื่นมือไปรับหนังสือเรียนในมือของมินโฮ


แต่...


“ปล่อยมือดิ...” อีกแล้วนะมึงง่ะ...แหนะ ยิ้มหวานให้กูอีก “เฮ้ย...เดี๋ยวเข้าเรียนสาย”


“ปกติไม่เห็นห่วงจะเข้าเรียนสาย”


“ก็ตอนนี้ห่วง”


“บ่ายนี้ไปนั่งเป็นเพื่อนหน่อยสิ” มินโฮเปลี่ยนประเด็นมาพูดถึงเรื่องบ่ายวันนี้ที่มีสอนพิเศษเลขให้แทมิน บางทีผมก็ไม่เข้าใจนักหรอกว่าทำไมผู้ชายตัวโตๆแบบมันหันมาทำสายตาปริบๆกะพริบอ้อนมันถึงได้น่ารักปนน่าหมั่นไส้ชอบกล...


“เออ...”


“จริงๆนะ”


“เอออออ...”


“น่ารักจัง โอเค...ไปเข้าเรียนได้แล้ว เดี๋ยวสายนะ”


“สาดดดดดดดดด!”


ว่าแล้วไอ้บ้าที่ส่งรอยยิ้มเจ้าชู้ให้ผมก็ขับน้องโน่ของมันแล่นกลับไปในทางที่มันควรจะไปตั้งแต่แรก ผมกวาดสายตามองรอบข้าง โชคยังดีที่ไม่ค่อยมีคน แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามเหอะ...พอเงยหน้าขึ้นไปมองชั้นสองกับชั้นสามของตัวอาคาร...


“ฮิ้วววววววววววววววววววววววว”


บรรลัยเกิดนะครับบานชื่น...


ผมเดินปั้นหน้าบึ้งเข้าไปในห้องเรียน แล้วนั่งลงข้างๆคิม จงฮยอนที่กำลังฟุบหลับอยู่บนโต๊ะเหมือนทุกๆวันที่ผ่านมา


“กูเห็นนะว่าใครมาส่ง”


แหนะ...ฟุบหน้าหลับลงไปแล้วก็หลับให้มันจริงๆดิวะ คจฮ.!


“อะไรของมึง...ก่อนหน้านี้มันก็มาส่งกูทุกวันไม่เห็นมึงจะพูดถึง”


“เปล๊า...กูแค่พูดเฉยๆ มันคือประโยคบอกเล่า” จงฮยอนเงยหน้าขึ้นมาโชว์ยิ้มแฉ่ง “มึงนี่ร้อนตัวไปได้”


“เพื่อนเลว” ผมบ่นเสียงเบา แล้วใช้หนังสือตบหัวมันอย่างเบาๆ...ดังปั๊ก!! ;D


“สาดดด กูเจ็บ” จงฮยอนคลำหัวตัวเองป้อยๆ “แต่กลับมาคืนดีกันก็ดีล่ะ กูไม่อยากทนมองคนซึมเศร้า มึงรู้ป่ะ มินโฮแม่งเหมือนคนขาดยาอ่ะ มานอนห้องพวกกูนี่ไม่พูดไม่จา แต่พอกูบอกมึงเป็นโรคกระเพาะที...”


มันหยุดคำพูดแล้วทำหน้าเจ้าเล่ห์ให้ผมอยากรู้...แต่ผมว่าผมรู้แล้วนะว่ามันจะพูดอะไรต่อ


“เช้าวันต่อมาแม่งตื่นแต่เช้าไปไหนก็ไม่รู้ ปกติกูก็ว่ามันตื่นเช้าแล้วนะ วันนั้นแม่งเช๊าเช้า...”


“มึงเว่อร์...ขนาดนั้นเลยเหรอวะ” ผมแกล้งทำหน้าไม่รู้เรื่อง ผมจะต้องได้รางวัลออสการ์ปีนี้แหงๆ...


“เออ” มันอมยิ้ม “มึงก็ใช่ย่อยเหอะ”


“อะไรของมึง...”


“หนึ่ง...ต่อให้ฟ้าดินสลายมึงก็จะหาข้าวมายัดให้ท้องมึงอิ่ม...ไม่ปล่อยให้โรคกระเพาะมันกำเริบโดยเด็ดขาด” จงฮยอนเริ่มต้นสาธยายเกี่ยวกับตัวผมช่วงหลายวันก่อน ส่วนผมน่ะเหรอครับ...เอาแต่ก้มหน้าปฏิเสธมันเสียงแข็งทำเหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่มันพูด ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าที่มันพูดมาน่ะ...กูเองแหละ


“สอง...มึงจะไม่เหม่อบ่อยๆ สาม...ปกติมึงไม่ใช่คนขี้แยอะไรนักหนา...สี่ มึง...”


“สัด! พอแล้ว! อาจารย์มาแล้ว!” ผมรีบปิดปากมันแล้วชี้ไปทางอาจารย์ที่กำลังเดินเข้าห้องพอดี หันขวับไปส่งสายตาอาฆาตใส่ไอ้เพื่อนตัวดีที่ทำหน้าเหมือนไม่รู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อย


“มีอะไรที่กูไม่รู้ใช่ม้ะคิม คีย์บอม”


“ถ้ามีเดี๋ยวกูบอกมึงเองแหละ สาดดด”


“กูจะรอนะ ฮึฮึ”


ผมฟาดไหล่มันไปทีนึง ก่อนจะหันกลับมาตั้งใจเรียน ทิ้งให้แม่งหัวเราะเป็นคนบ้าไปคนเดียว จริงๆมันก็มีเรื่องเกิดขึ้นหลังจากกรณีแซนวิชแฮมชีสล่ะวะ แต่ขอเก็บไว้ก่อนละกันนะมึง...กูเขิน


บทเรียนหน้าแล้วหน้าเล่าผ่านไปช้าพอๆกับเข็มนาฬิกาที่เงยหน้าไปมองทีไรก็อยู่ที่เดิมทุกที ผมว่าผมหลับไปแล้วสามตื่นนะ...แต่พอมองบนกระดานทีไรก็ยังอยู่ที่หน้าเดิมทุกที ไม่เข้าใจจริงๆ จนท้ายที่สุดผมต้องหยิบลูกอมรสส้มที่มินโฮจับยัดใส่ในกระเป๋าเสื้อขึ้นมากิน


ไม่นานนัก เข็มนาฬิกาก็ชี้บอกเวลาเที่ยงครึ่งเป็นเวลาเลิกเรียนพอดิบพอดี ผมหันไปมองทางจงฮยอนที่เหมือนมีนาฬิกาปลุกส่วนตัว มันลุกเด้งขึ้นมาตอนเวลาเลิกเรียนพอดีเป๊ะ...คือมันเข้าเรียนเพราะอาจารย์เช็คชื่อเท่านั้นล่ะครับ นอกนั้นก็ต้องวานให้อนยูเคี่ยวเข็ญกันเอาเอง...


“กูไปก่อนนะ...”


“เออๆ บอกมินโฮด้วยว่าดูแลเพื่อนกูดีๆนะ”


“สาด...รู้อีกนะว่ากูจะไปหามัน” ผมยกหนังสือตบมันอีกที “แล้วมึงก็บอกเองสิประโยคนั้นน่ะ ฝากบอกด้วยนะว่ามันทำกูนิสัยเสียแล้วเนี๊ยะ”


“ด๊ายยยย...จัดไปเพื่อน!” ว่าแล้วมันก็คว้ามือผมเดินออกไปบริเวณชั้นหนึ่งของอาคารเรียนรวมที่บรรจุผู้คนเอาไว้เยอะแยะมากมาย และหนึ่งในนั้นคือชเว มินโฮที่นั่งรอผมบนเก้าอี้ประจำของมัน จงฮยอนโบกมือเรียกความสนใจจากไอ้คนที่กำลังอ่านทวนสิ่งที่จะสอนแทมินในวันนี้


“ไง...เดือนเศรษฐศาสตร์”


“เฮ้ย มึง จงฮยอน...อย่าพูดนะเว้ย”


“จะมาบอกว่าดูแลเพื่อนกูดีๆด้วยนะเว้ย แม่งขาดความอบอุ่นเกินไปละเพื่อนกูเนี๊ยะ...” จงฮยอนพูดด้วยความเร็วขณะวาดแขนโอบไหล่ของเพื่อนตัวดีไม่ให้วิ่งหนีไปไหน ส่วนมืออีกข้างก็จัดการปิดปากเสียงแจ้วๆไม่ให้ส่งเสียงรบกวนชาวบ้าน “แล้วมันก็ฝากบอกมึงว่า มึงอ่ะทำมันนิสัยเสีย...ตามใจมันมากเกินไปมันเลยกลายเป็นคนเอาแต่ใจ”


“สัดจงฮยอน! ประโยคหลังมึงเติมเอง!”


“กูแค่หวังดีขยายประโยคให้! ไปล่ะ!” ว่าแล้วก็วิ่งหนีเข้าสู่ฝูงชนไปรับเด็กนิติที่ออกจากห้องไม่ใกล้ไม่ไกลกัน ผมอยากจะตะโกนด่ามันให้หนักกว่านี้ แต่ติดอยู่ตรงที่ว่าจะกลายเป็นจุดรวมของทุกสายตาในอาคารเรียนน่ะสิ ผมเลยได้แค่บ่นอุบในใจ...แต่พอหันกลับมาน่ะเหรอ ก็เจอตัวปัญหาอีกตัวกำลังยิ้มหน้าระรื่นอยู่นี่ไง


“ยิ้มไร”


“เปล๊า...” เสียงสูงเชียวนะมึง “ไปกินข้าวกัน”


“แวะซื้อน้ำปั่นร้านกินอิ่มได้ป่ะวะ” มันคือร้านตรงข้ามอาคารเรียนรวมนี่ล่ะครับ เป็นร้านเล็กๆมีที่นั่งให้เสพบรรยากาศชิลๆ มินโฮพยักหน้าก่อนจะแย่งหนังสือในมือของผมไปถือแทน นี่ไงครับ มันกำลังทำให้ผมนิสัยเสีย


“ปะ...อยากดื่มน้ำมะนาวปั่นพอดี”


“เออๆด้วยคน แต่อยากน้ำแอปเปิ้ลด้วยว่ะ...เอางี้ เดี๋ยวแย่งแกกิน เคป้ะ”


มินโฮหัวเราะขำ ซึ่งผมไม่เข้าใจว่าขำตรงไหน “เอาสิ”


เราสองคนเดินข้ามถนนตรงไปยังร้านที่ชื่อว่ากินอิ่ม และในขณะที่มินโฮเดินไปสั่งรายการเครื่องดื่ม ผมก็หยิบเอาเกมบล็อคทาวเวอร์ของที่ร้านมาวางไว้บนโต๊ะหินอ่อนทันที ไอ้เกมนี้ผมเรียกว่าบล็อคทาวเวอร์ แต่คิม จงฮยอนมันเรียกว่าuno stackoครับ ไม่รู้จะเรียกให้ยากไปทำไม เลยสรุปกันเอาเองว่าเกมตัวต่อไม้ คือหยิบไม้จากชั้นล่างๆไปต่อชั้นบนเพื่อเพิ่มความสูง โดยที่ไม่ให้มันล้มน่ะครับ


“เล่นมั้ย?” ผมถามคนที่เพิ่งเดินมานั่งลงข้างๆ


“ไม่อ่ะ”


“อืม...” แล้วผมก็ตั้งใจเล่นต่อไป การเล่นที่ร้านกินอิ่มนี่มันยากมากเลยนะครับ...อนึ่งเพราะว่าโต๊ะหินอ่อนมันวางอยู่บนพื้นที่ค่อนข้างเทลาดลงคูน้ำด้วยน่ะสิ แต่เหนือเหตุผลอื่นใดก็คือชเว มินโฮครับ มันทำให้เกมนี่ยากเท่าตัวสำหรับผม...


“นั่งจ้องแบบนี้ไม่มีสมาธิเว้ย” ผมดันศอกใส่ไอ้คนที่นั่งมองผมได้นานพอควร


“เกี่ยวมั้ย” ยิ่งจ้องเลยครับ...


“เกี่ยวสิวะ สาด...มาเล่นเองมั้ยครับโย่ง?” ผมเขยิบให้มันเล่นเกมได้ถนัดกว่าเดิม แล้วก็เป็นทีผมบ้างล่ะ คราวนี้ผมนั่งจ้องมันบ้าง ทำเป็นสำรวจหน้ามันเล่นครับ...แกล้งมองไปยิ้มไป ในขณะที่มินโฮก็พยายามเล่นต่อไป มันดันตัวต่อไม้ตัวนึงออกได้ไปครึ่งท่อนแล้ว แต่ผมไม่ยอมหรอกครับ เลยยื่นหน้าเข้าไปใกล้แล้วยิ้มตาหยีใส่มัน...


โครม!


ได้ผลครับ ร่วงระนาวเลย :D


“เกี่ยวยัง ฮึฮึ”


“ครับ เกี่ยวแล้วครับ ยอมแล้วครับ”


“ดีๆ รู้ไว้ซะว่าคิม คีย์บอมถูกทุกอย่าง”


พอได้ยินประโยคนั้นมินโฮก็วางมือบนหัวของผมแล้วยีจนยุ่งฟูชี้เป๋ไปมาเหมือนเรดาร์เลยครับ แต่ผมไม่ได้ด่ามันหรอกนะออกจะขำด้วยซ้ำ เพราะมันไม่รู้จะเถียงยังไงของมันแล้วครับ มินโฮมันเลยลุกขึ้นไปหยิบน้ำปั่นสองแก้วที่ว่าเป็นการเลี่ยงซะเลย...ส่วนผมก็จัดการกวาดเอาตัวต่อไม้มาเรียงใส่เข้าไปในกล่องเหมือนเดิม อารมณ์ดีจังแฮะ :)


ผมกับมินโฮเลือกที่จะกินอาหารนอกมหาลัยก่อนจะกลับเข้ามาอีกทีเพื่อไปจองโต๊ะตัวประจำที่ใช้สอนหนังสือให้แทมิน ที่นั่งประจำของผมคือโต๊ะไม้ที่วางชิดกับกำแพงของตัวอาคารคณะ เวลานั่งจะได้มีที่พิงหลังไปในตัวด้วย บางทีผมก็ใช้ที่ตรงนั้นเป็นที่แอบงีบ...ไม่ค่อยมีคนสนใจหรอกครับ แถมยังมีคนทำตามด้วยนี่สิ ลองทำดูกันบ้างนะ...ดูไม่แคร์สื่อดี :)


“เริ่มเย็นแล้วเนอะ” ผมพูดขึ้นเมื่อใบหน้าปะทะกับลมเย็นๆของฤดูหนาว(ที่กว่าจะหนาวก็ทำเอาผมนึกว่าต้องเล่นสงกรานต์ล่วงหน้าซะแล้ว...)


“หนาวเหรอ?”


“เปล่าๆ เย็นดี ชอบ” ไม่ชอบอากาศร้อนครับ เหงื่อออกเหนียวหนืดตัว แถมดีไม่ดีบางวันฝนก็ตกเพราะร้อนเกินไปอีก อากาศมันแปรปรวนง่ายเหมือนอารมณ์ของผมเลยครับ :D คึคึ มินโฮยักไหล่แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งเดียวกับผม มันแกล้งเบียดเข้ามาใกล้ครับ...สาด นั่งดีๆเป็นมั้ย กูจะตกเก้าอี้อยู่แล้ว!


“นั่งก็นั่งอยู่สองคนจะเบียดมาทำไมวะโย่ง!”


“ขาดความอบอุ่นว่ะจิ้มลิ้ม”


“เมิงนี่!...กระเถิบไปเลยกูจะตกเก้าอี้แล้ว!”


“ตอบคำถามก่อนแล้วค่อยเขยิบให้” จู่ๆมินโฮก็ทำหน้าจริงจังขึ้นมา เล่นเอาผมที่ยังหงุดหงิดกะการละเล่นแก้เซ็งของมันต้องสงบปากสงบคำแล้วนั่งฟังคำถามจากมันทันที “ที่ว่ากลัว...กลัวอะไร”


“ถามอีกแระ”


“ก็บอกสักทีดิ” มินโฮย้อน “ไม่ตอบเดี๋ยวก็ทำแบบวันนั้นอีกหรอก”


“หยุดเลยนะมึงง่ะ นี่มันที่สาธารณะนะเว้ยสาดดด...” จบประโยคปุ๊บ ผมก็ผลักหน้ามันออกไปให้ไกลสุดฤทธิ์ แม่ง...มึงจะนึกคึกถามคำถามคุกคามอะไรประเจิดประเจ้อวะ เดี๋ยวคณะวารสารของกูก็ถือโอกาสฝึกงานทำหน้าที่สื่อสารมวลชนที่ดีแพร่ภาพอันไม่ดีไม่งามออกมาหรอกมึง...แค่นี้กูกะมึงก็จะเซ็นทะเบียนสมรสกันอยู่แล้วนะเว้ย


“ก็ตอบดิ...ให้เวลาตั้งหลายวันในการทำใจละ”


“โห...ทีก่อนหน้านี้ยังให้เวลากูตั้งนาน” ผมบ่น


“ก็อยากจะเป็นคนเอาแต่ใจเลียนแบบใครบางคน”


หือ...กูอยากกระชากคอเสื้อเดือนเศรษฐศาสตร์จริงๆเลยให้ตาย อ้อ...ไอ้รองเดือนวารสารด้วย แม่ง..


“กลัวอะไรน่ะเหรอ...” ผมทำท่านึก พยายามเรียบเรียงคำพูดในใจ “กลัวความเปลี่ยนแปลงล่ะมั้ง”


“ความเปลี่ยนแปลง?” มินโฮทวนคำ ผมเองก็พยักหน้ารับ


“ถ้าเปลี่ยนจากเพื่อนไปเป็นแฟน คิดดูนะเว้ย...อะไรๆที่เคยเป็นมันก็ต้องเปลี่ยนไปในแบบที่ไม่เคยชิน ยิ่งไม่เคยมีแฟนเป็นผู้ชายนี่ยิ่งยากเลยว่ะ...” ผมหยุดพูดดูท่าทีของมินโฮ แต่มันยังนิ่งตั้งใจฟังผมอยู่ เลยถือโอกาสพูดความคิดของตัวเองต่อ “แล้วจะเป็นแฟนกันใช่ม้ะ สักวันมันก็ต้องมีเลิกกัน..ต่อให้พูดว่าจะรักเป็นคนสุดท้ายอะไรก็เหอะ ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อใจนะเว้ย...แค่คิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่มีสิทธิ์เป็นไปได้ในทุกๆวัน...”


“อืม...”


“แต่ถ้าเป็นเพื่อนกันอ่ะ...มันไม่มีคำว่าเลิกกัน...”


“ก็จริง...” คนข้างๆบนตอบกลับพร้อมแสดงความเห็น “แต่รู้มั้ย...คีย์ก็เป็นคีย์แบบนี้ ผมก็เป็นผมแบบนี้...เราก็ทำเหมือนทุกๆวันที่เคยเป็นมา เราสองคนไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงหรือฝืนตัวเองอย่างที่ว่าหรอก”


“มินโฮ” ผมพยายามเรียกด้วยเสียงที่เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ขอบคุณนะ...แต่ถ้าตอนนี้เรายังไม่ได้เป็นแฟนกัน แกจะเสียใจมั้ยวะ...”


มินโฮหยุดคิดไปครู่หนึ่ง “ไม่อ่ะมั้ง”


“ทำไมวะ?” ผมถามกลับทันที รู้สึกไม่เข้าใจมันชั่วขณะ แต่พอเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วผมก็เริ่มคันปากตะหงิดๆ


“ก็...ยังไงคีย์ก็เลือกชเว มินโฮไม่ใช่เหรอ”


“โห...ไอ้-ไอ้...ไอ้โย่งเอ้ย! ไม่รู้จะพูดอะไรดีเลยว่ะ!” ผมโวยวายใส่มันแต่ก็ต้องสงบปากสงบคำเมื่อเห็นคนกลุ่มนึงเดินมา ใช่ครับ รุ่นพี่อีทึกและคณะ...แกนนำคณะบานชื่นเลยล่ะครับ ทั้งกลุ่มมองพวกผมแล้วหลิ่วตาให้เหมือนรู้ทัน แต่ก็ไม่ได้เข้ามาทักหรอก เพราะหนึ่งในนั้นตะโกนมาว่าอาจารย์เข้าห้องแล้วเลยต้องรีบเปลี่ยนเกียร์เบอร์สี่วิ่งแนบเข้าห้องเรียนไป


“จริงๆก็มีกลัวอีกอย่าง”


“อือ?”


“กลัวคนมองไม่ดี กลัวคนรอบข้างรับไม่ได้” ผมพูด แต่คราวนี้พูดแล้วอยากจะหัวเราะ “แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ต้องกลัวยังไงก็ไม่รู้ว่ะ...รู้สึกจะมีแต่คนซัพพอร์ต ฮ่าๆๆๆ”


มินโฮหัวเราะเบาๆในลำคอขณะจับหัวผมโยกไปมา ก่อนจะเป็นคนเปลี่ยนประเด็นไปคุยเรื่องอื่นแทน แต่น้ำเสียงของมินโฮเปลี่ยนไป ถึงจะแสดงออกว่ามั่นใจขนาดนั้น แต่ผมกลับรู้สึกได้ว่ามันมีความเสียใจเจืออยู่เล็กๆ ...


“รอหน่อยนะ” ผมพูดขณะแนบแก้มกับแขนของตัวเองที่วางไว้บนโต๊ะ ยื่นมืออีกข้างไปตรงหน้ามินโฮแล้วชูนิ้วก้อยขึ้นมา ไอ้โย่งหัวเราะแล้วทำเหมือนเอ็นดูผมนักหนา มันจัดการเกี่ยวนิ้วก้อยของมันเรียบร้อยเป็นอันเริ่มต้นคำสัญญาระหว่างผมกับมัน


“ง่วงเหรอ” ผมพยักหน้าทั้งที่ยังฟุบหน้าอย่างนั้น “นอนไปก่อนก็ได้...”


“อืม...”


มินโฮมองคนข้างๆที่คงจะนึกเคลิ้มไปกับบรรยากาศสบายๆในช่วงเข้าฤดูหนาวแบบนี้ ดวงตาพริ้มหลับอวดแพขนตา ขยุกขยิกอยู่ได้สักพักใหญ่ๆจังหวะของลมหายใจก็ผ่อนคลายมากขึ้น มินโฮอมยิ้มเมื่อเห็นคนคุยจ้อหมดฤทธิ์ไปเสียดื้อๆ เขาถอดเสื้อตัวนอกมาคลุมตัวของคีย์เมื่อรู้สึกว่าลมเริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ นอกจากจะเป็นโรคกระเพาะแล้วเขายังไม่อยากให้คีย์เป็นหวัดซ้ำสองหรอกนะ


“ผมยังไม่ได้มาสายใช่มั้ย?” เสียงของใครบางคนขัดจังหวะของเขาได้พอดิบพอดี แทมินกึ่งวิ่งกึ่งเดินมานั่งที่โต๊ะตัวเดียวกันเพียงแต่คนละด้านกับเขาและคีย์เท่านั้น ฝ่ายเด็กกว่าอมยิ้มเมื่อเห็นว่าคีย์หลับสนิทไม่ได้รับรู้กับการมาถึงของเขาเลย


“งั้นเริ่มกันเลยดีกว่า ครั้งนี้ครั้งสุดท้ายแล้วนี่นะ จันทร์หน้าผมก็เริ่มเอนท์แล้วล่ะ” แทมินพูดอย่างสบายๆเมื่อนึกถึงระยะเวลาที่ตัวเองอ่านหนังสือเตรียมตัวสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย


“เร็วแฮะ...” มินโฮพูดเสียงเบา


“อืม...จะหนึ่งปีแล้วนะ” แทมินกลั้วหัวเราะ ขณะเปิดหนังสือไปยังหน้าที่ค้างเอาไว้จากเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก่อนจะยื่นกลับคืนให้มินโฮเพื่อตรวจทานความถูกต้องของคำตอบ


“พี่คีย์เวลาหลับนี่เหมือนเด็กๆเลยเนอะ...”


“อืม...” มินโฮพยักหน้าเห็นด้วย “หลับง่ายตื่นยาก...บางทีก็ละเมอด้วย”


แทมินหัวเราะแต่กลับสังเกตท่าทางของมินโฮตลอดเวลาที่พูดถึงคนข้างๆ ริมฝีปากของมินโฮจะยิ้มอยู่เสมอ...ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามที่เกี่ยวของกับคีย์ เขารับแบบฝึกหัดกลับมาทำ ใช้เวลานานมากทีเดียวเพราะเป็นโจทย์จากข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยปีเก่าๆที่มินโฮหยิบมาให้เขาลองทำ จะว่าไปมินโฮก็มีเหตุมีผลพอควร หลังจากเหตุการณ์คราวนั้นก็ทำให้เขาได้รู้ชัดว่าเวลาสอนก็ตั้งใจสอน ไม่เอาเหตุผลส่วนตัวมาเป็นข้ออ้างในการเลิกสอน แต่ยังไงก็พอจะจับได้ว่ามีความไม่พอใจอยู่(มาก...และมากที่สุด) เพราะระดับความยากของโจทย์ที่เอามาให้ทำแต่ละครั้งนี่ขึ้นอยู่กับวีรกรรมที่อี แทมินไปก่อเรื่องเอาไว้นั่นเอง..


“ฮื่ออ...”


มินโฮปรายตามองคนข้างๆที่นอนขยับตัวขยุกขยิกจนเสื้อที่คลุมเอาไว้หล่นจากหัวไหล่ เขาเอื้อมมือไปจัดเสื้อคลุมให้เหมือนเดิม แต่ไม่รู้สึกตัวเลยว่าทุกการกระทำอยู่ในสายตาของแทมิน


“ถ้าจะพูดว่าผมไม่ได้รักพี่คีย์...ก็คงจะไม่ถูก”


“...” มินโฮเงยหน้าขึ้นมองคนฝั่งตรงข้าม ขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยิน


“ผมรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าผมไม่ชนะพี่หรอก...แต่ก็อยากจะลองดูให้มันสุดๆดูสักครั้ง” แทมินวางปากกาที่ถืออยู่ในมือ แล้วสบตาคนที่เคยเป็นคู่แข่งของตัวเอง “ใครๆก็ทำให้พี่คีย์ยิ้มได้ หัวเราะได้...แต่ไม่มีใครเหมือนพี่”


“แต่ผมไม่เคยเห็นพี่คีย์ร้องไห้ให้ใครมาก่อน...”


“ตอนที่พี่ทิ้งพี่คีย์ไว้กับผม...เค้าอาการแย่มากพี่รู้มั้ย” คนพูดยิ้มบางๆเมื่อนึกถึงวันนั้น “แต่พี่ก็ทำให้เค้ายิ้มได้เพียงเพราะไม่กี่ประโยค”


“ผมอิจฉาพี่จริงๆ...”


แทมินหยิบปากกาขึ้นมาเขียนวิธีการแก้โจทย์ปัญหาบนหน้าหนังสือต่อ พวกเขาสองคนไม่ได้พูดอะไรไปมากกว่าการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ จนเข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาเลิกคาบเรียนคาบสุดท้าย นักเรียนม.ปลายเหลือบมองคนที่แอบขยุกขยิกอยู่ใต้เสื้อคลุมเนื้อบาง และบังเอิญที่คีย์หยีตาขึ้นมองพอดี...


แกล้งหลับนี่นา...


“พี่มินโฮ” แทมินหันไปหาเจ้าของชื่อที่กำลังตรวจเช็คโจทย์ข้อสุดท้ายของวัน


“อะไร?”


“ดูแลพี่คีย์ดีๆนะครับ”


มินโฮจรดปลายปากกาสีแดงลากเป็นเครื่องหมายถูกต้อง ก่อนจะยื่นหนังสือกลับให้


“จะดูแลให้ดีที่สุด”


“ถ้า...” แทมินพยักหน้าแอบมองเห็นใบหูของคนแกล้งหลับเริ่มแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด “ถ้าพี่ทำให้พี่คีย์เสียใจ หรือผิดหวัง...พี่อย่าลืมว่าพี่คีย์ยังไม่ได้ให้คำตอบผม...”


“คำตอบ?”


“พี่คีย์ยังไม่ได้ตอบผมว่าพี่คีย์เลือกใคร ยังไม่ได้ใช้สิทธิ์ที่จะเลือกผม...ผมอยากให้พี่เค้าเก็บสิทธิ์นั้นไว้ เพราะถ้าวันนึงพี่ทำให้พี่คีย์เป็นเหมือนวันนั้น ผมจะไม่ยอมอยู่เฉยๆแน่”


“เจ้าแผนการนักนะ...สมกับเป็นน้องของจินกิ”


“ก็พี่น้องกันนี่ครับ” แทมินยิ้มก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “ผมกลับก่อนดีกว่า...ต้องรีบไปทำธุระต่อด้วย”


“อ้อ...อืม โอเค” มินโฮพยักหน้ารับ


“ฝากบอกพี่คีย์ด้วยแล้วกันนะครับว่าเจอกันพรุ่งนี้”


แทมินโค้งลารุ่นพี่ที่ทำหน้าที่เป็นครูสอนพิเศษ แล้วเดินออกมาจากบริเวณนั้นให้เร็วที่สุด มือควานหาหยิบมือถือที่เก็บไว้ในกระเป๋า แล้วกดโทรออกหาพี่ชายของตัวเอง...น้ำเสียงร่าเริงจากปลายสายทำให้เขายิ้มได้นิดหน่อย


“พี่จินกิเหรอ...ผมอกหักแล้วล่ะ...”


ในขณะที่อีกด้านนึง...ด้านที่คนแกล้งหลับเริ่มไปต่อกับตัวเองไม่ถูกว่าจะแกล้งหลับต่อไป หรือเนียนเป็นตื่นแล้วดี ใช่ครับ ด้านนั้นคือผมเอง คิม คีย์บอมผู้สะเออะตื่นมาตอนแทมินพูดประโยคเด็ดหลังจากที่หลับไปนาน...


“ฮื่อ...” เริ่มปฏิบัติการย่นคิ้ว ค่อยๆลืมตาทีละนิดแล้วขยับตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งพิงกำแพงด้านหลังอย่างช้าๆ มินโฮหยิบเสื้อคลุมจัดการสวมแขนทั้งสองข้างให้คนเพิ่ง(เนียน)ตื่น “กี่โมงแล้ว...”


“สี่โมงครึ่งแล้ว”


“อ้าว...แทมินไปแล้วง่ะดิ”


“อืม...” มินโฮมอง “ฝากบอกว่าเจอกันพรุ่งนี้ด้วย”


“อ้อ...อืม พรุ่งนี้วันเสาร์สุดท้ายแล้วนี่เนอะ” ผมบอกด้วยน้ำเสียงเบลอๆ คิดจะเนียนต้องเนียนให้ถึงที่สุดครับ


“ได้ยินแล้วใช่มั้ย”


“หา...?” แอ๊บไม่รู้เรื่องครับ


“ประโยคท้ายๆน่ะ...” มินโฮหันมาแล้วอมยิ้มให้ผมเหมือนรู้ทัน...ทำไมมันรู้ทันกูทุกเรื่องเลยวะ แอบแอ๊บเนียนไม่รู้เรื่องแบบแทมินจะได้เปล่าวะมึงเนี๊ยะ


“เออ...แม่ง ได้ยินก็ได้” ผมยอมรับสารภาพผิด “ยังมีสิทธิ์สแปร์ไว้อีกหนึ่งอันสินะ...”


“อืม แต่เก็บมันเข้ากรุไปเลยก็ได้นะ”


“มั่นใจนักนะ..” ผมแหย่มันเล่นให้เขินพอประมาณ ใบหน้าขัดเขินดูไม่เข้ากับมินโฮเลยสักนิด...แต่ดูๆอย่างนี้แล้วก็น่ารักน่าแกล้งไปอีกแบบว่ะ ฮึฮึ “นี่ มินโฮ...”


“ว่าไง”


“จะดูแลให้ดีที่สุดจริงๆป่ะวะ”


“หึ?” มันหันมามองแล้วยักคิ้วใส่ผมก่อนจะตอบด้วยนะ “แหงอยู่แล้ว”


“งั้น...” ผมเอนตัวไปด้านหน้าพร้อมกับเอียงคอมองคนข้างๆที่ก้มหน้าอยู่ “รู้มั้ยแฟนน่ะเป็นแล้วก็เลิกได้”


“คีย์บอกผมแล้วครับ”


ผมมองคนที่แกล้งทำเสียงนิ่ง ฮึฮึ :)


“อ่าฮะ...งั้นสนใจจะอยู่ในตำแหน่งที่มีไว้สำหรับคนๆเดียวเปล่าวะ?”


ผมยังคงรอดูปฏิกิริยาของคนตรงหน้าต่อไป มันหยุดการเคลื่อนไหวทุกอย่างเลยครับ มันแตกต่างจากคำว่านิ่งนะ อันนี้เรียกชะงักเลยครับ...โคตรฮา มินโฮหันมามองผมเหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยินเมื่อครู่


“เมื่อกี้พูดว่าไงนะ?”


“สนใจจะอยู่ในตำแหน่งที่ไม่มีใครแทนที่ได้เปล่าวะ...” ผมทวน “อย่าให้พูดอีก กูก็เขินเป็น...”


“ตำแหน่งอะไร...”


ผมหลิ่วตามอง ตอนนี้ผมถือไพ่เหนือกว่าแล้วครับ แกล้งทำหน้าตาไม่รู้ไม่ชี้ก่อนจะหัวเราะเบาๆเมื่อได้ยินเสียงกระเง้ากระงอดจากไอ้คนข้างๆ ทำอะไรให้สมกับส่วนสูงตัวเองหน่อยสิวะเดือนเศรษฐศาสตร์! ผมหันไปมองแล้วกวักมือให้มันเขยิบมาใกล้ๆ


“บอกครั้งเดียวนะ”


“อื้อ...”


ผมแกล้งวางมือบนหน้าอกของมัน “โห...เต้นรัวเป็นกลองชุดเลย”


“อย่าแซวหน่า...”


“ฮึฮึ...” ยิ้มแก้มปริเลยครับผม “ก็เป็นมินโฮกับคีย์ไง”


มินโฮทำหน้างงใส่ผมอีกแล้วครับ วันนี้งงบ่อยจังนะครูสอนเลข :P


“เป็นมินโฮกับคีย์ เป็นโย่งกับจิ้มลิ้ม เป็นแบบนี้ไม่ต้องเปลี่ยนอะไร...รู้กันแค่สองคนก็พอ เคป่ะ?”


ผมอมยิ้มตอนที่เห็นว่าใบหูของคนตรงหน้ากำลังแดงจัด มินโฮเลื่อนมือมาปิดปากของตัวเองราวกับว่าไม่อยากให้ผมเห็นอาการเขินของตัวเองที่ปิดไม่มิด ตอนแรกผมก็ว่าจะไม่เขินมากเท่าไหร่นะ แต่พอเห็นปฏิกิริยามันเป็นแบบนี้แล้ว...เขินด้วยอีกคนเลยว่ะ


“ขยันทำตัวน่ารักเกินไปมั้ย?” สาบานได้...ผมเพิ่งได้ยินประโยคที่ฟังดูเจ้าชู้สุดๆของมินโฮ ผมหัวเราะเบาๆก่อนจะเขยิบตัวเองละช่องว่างระหว่างเราสองคนให้ใกล้กันอีกนิด...


“นานๆที รางวัลที่ทำตัวเป็นพระเอกดีเด่นได้เสมอต้นเสมอปลายไงวะ”


“เพิ่งรู้นะว่ามีรางวัลแบบนี้ด้วย” หน้าก็ยังไม่หายแดงยังจะมาย้อนคนอื่นกลับอีกนะคนเรา ผมเลื่อนใบหน้าไปข้างๆหูของมินโฮ แล้วกระซิบอะไรบางอย่างให้รู้กันแค่สองคน...ถ้าตอนนี้บานชื่นอยู่บริเวณใกล้เคียงนี่ผมคงเขินไปอีกนานเลยล่ะ


“มินโฮ...”


“อื้อ”


“อยู่กันแบบนี้ไปนานๆนะเว้ย...โย่ง”


“จัดไปครับ จิ้มลิ้ม”

 




ป๊าครับ ม๊าครับ



 

หลังจากที่ผมเข้ามหาลัยมาได้เกือบปีนึงแล้ว...ก็ต้องขอบคุณนะครับที่ส่งเสียผมจนถึงตอนนี้
ในที่สุดลูกชายหัวแก้วหัวแหวนสุดที่รักของป๊ากับม๊าก็กลายเป็นหนึ่งใน 50% ซะแล้วล่ะครับ...
เฮ้อ...ถอนตัวออกยากซะด้วยน่ะซิครับ คนสำคัญของผมเลยนะเนี๊ยะ...

 


เอ....
หรือว่า...ป๊าม๊า อยากได้ลูกชายเพิ่มอีกสักคนมั้ยครับ?

 

จัดไปครับ ป๊าม๊า :)!!!

 

 

END {ภาค1}

 

TALK

ในที่สุดก็จบ....จบภาคหนึ่งนะ!
ใครอยากให้มีภาคต่อไปรบกวนยกมือด่วน ฮ่า!!!
ส่วนใครที่จะจองรวมเล่มนะคะ อดใจรอ

วันอาทิตย์หน้า(วันที่6)กริ่งจะมาแจงรายละเอียดการจองหนังสือให้นะคะ

(รอน้องกลับแล้วเรียบร้อย ก๊ากกก แต่กริ่งไม่ได้ไปตามหรอกนะ พอดีวันที่6มีสอบวัดระดับเลยจะอ่านหนังสือนะ หงิง..)


ราคาโดยประมาณตอนนี้ก็ไม่เกิน 500 บาทค่ะ
ยังไงก็รบกวนเช็คกันในบลอคด้วยนะคะ...แล้วถ้ายังไงจะเอาไปแปะไว้ในprofileที่บอร์ดชายน์นี่ไทยแลนด์ด้วยค่ะ

 

ขอบคุณมากๆค่ะสำหรับการติดตาม 50%
กริ่งรักทุกคนจริงๆค่ะ เพราะทุกคนก็เลยมีกำลังใจจะเขียนต่อ
ขอบคุณมากๆค่ะ :)

 

ปล. ถ้าจะมีภาคสองก็ต่อในบลอคนี้แหละค่ะ (ซาวด์เสียงดูก่อน!)